[OS] : When the star align
2016 / 06 / 10 ( Fri ) 02:39:21
Read more
Oneshot-shortfic TB:0 CM:1 admin page top↑
[FIC] : My Roommate Is Gwishin [11/11]
2015 / 05 / 30 ( Sat ) 08:34:02
[FIC] : My Roommate Is Gwishin [11/11]

Rating : PG15

Paring : TempG and more…

Beta Reader : Icysbrani

Author Note : Some ideas from ‘The Master’s Sun’ & ‘Ghost Whisperer’




















คำว่า นอนบ้านผม ของจียงทำให้ซึงฮยอนทำตัวไม่ถูกอยู่พักใหญ่



แต่ดูเหมือนเจ้าของบ้านจะไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเมื่อซึงฮยอนจัดการถอยรถเข้าไปจอดตรงหน้าบ้านของจียงเรียบร้อย เด็กหนุ่มเจ้าของบ้านก็เดินลงจากรถอย่างร่าเริง ซึงฮยอนแอบสังเกตว่าบ้านทั้งหลังปิดไฟมืด เหลือแต่ไฟตรงทางเข้าบ้านเท่านั้นที่ยังเปิดอยู่



“กุญแจอยู่ไหนน้า”



น้ำเสียงของจียงยังคงร่าเริง แม้ว่าจะพยายามควานหากุญแจในกระเป๋า ตาคมของซึงฮยอนเหลือบไปเห็นคุณลุงหน้าแป้นที่อยู่ข้างบ้านจียง แต่เขาจำชื่อไม่ได้ว่าชื่ออะไร เพราะเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว



“จียงอ่า” เสียงที่เรียกมาจากข้างรั้วนั้นขึ้นจมูกหน่อยๆ “พ่อแม่ไม่อยู่แบบนี้ ก็พาเพื่อนผู้ชายเข้าบ้านเลยเหรอ”

“อ้าว! ลุงยาง สวัสดีฮะ ผมพาเพื่อนมาค้างที่บ้านเพราะเขาทะเลาะกับแฟน แล้วโดนไล่ออกจากบ้านน่ะฮะ”



คนที่เพิ่งรู้ตัวว่าโดนแฟนไล่ออกจากบ้านทำตาโต แต่จียงกลับพูดไปเรื่อยๆ อย่างไม่ติดขัด ทั้งที่มือก็กำลังไขกุญแจเข้าบ้านไปด้วย



“แม่ลุงยางย้ายมาอยู่ด้วยถาวรเลยเหรอฮะ คราวก่อนที่พี่ซึงฮยอนมารับผมก็เจอกันรอบนึงแล้ว” จียงทำเสียงสดใสก่อนจะโค้งเหมือนทักทาย และมองไปที่ระเบียงชั้น 2 บ้านข้างๆ “สวัสดีฮะคุณย่า”



ทั้งที่แสงตรงข้างรั้วไม่ได้สว่างนัก แต่ซึงฮยอนก็เห็นชัดว่าลุงข้างบ้านของจียงหน้าถอดสี เขาเกือบจะทักออกไปแล้วว่าไม่เห็นมีใครแต่มือเล็กๆ ของจียงแอบหยิกที่แขนอย่างรวดเร็วพอกัน



“ผมกับเพื่อนขอตัวเข้าบ้านก่อนนะฮะ คุณซึงฮยอนโค้งลาลุงยางกับคุณย่าสิฮะ”

“ขอตัวนะครับ”



ซึงฮยอนพึมพำเสียงเบาและรีบเดินตามควอนจียงเข้าบ้านไป เจ้าของบ้านเดินไล่เปิดไฟทีละดวงจนกระทั่งบ้านสว่างทั้งหลัง และจัดแจงบอกซึงฮยอนว่าอะไรอยู่ตรงไหนในบ้านหลังนี้ ทั้งตู้เย็น ตู้เก็บจานชาม เครื่องซักผ้า และโทรทัศน์ เด็กหนุ่มถอดกระเป๋าเป้ออกจากหลังและกองไว้กับพื้นเมื่อนั่งลงที่โซฟาตัวนุ่มในห้องนั่งเล่น



“ตามสบายนะฮะ คิดว่าเป็นบ้านตัวเองได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

“เกรงใจสิ ฉันไม่สบายใจเลยแบบนี้”

“โอ้ย! ถ้าเกรงใจมากก็ย้ายกลับไปอยู่ห้องตัวเองไหมละฮะ คุณอารึมจับคุณหักคอขึ้นมา ผมไม่รู้ด้วยหรอกนะ”



จียงแค่แกล้งขู่แต่ดูเหมือนชเวซึงฮยอนจะกลัวเป็นจริงเป็นจัง เพราะนายจ้างชั่วคราวของจียงหน้าซีดเผือด เหมือนไก่ที่ถูกต้มจนสุก น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเลยเปลี่ยนมาเป็นจริงจัง



“เอาน่าคุณซึงฮยอน อย่าไปคิดมากสิฮะ ผมรับปากแล้วว่าจะช่วย ยังไงก็ต้องช่วยได้แน่ นี่พี่ดาร่ากับพี่บมก็ช่วยกันเต็มที่ ไม่น่าเกินอาทิตย์หน้า คุณได้กลับไปอยู่ห้องแน่”

“แล้วนายจะให้คุณอารึมออกไปจากบ้านฉันยังไง ต้องทำพิธีอะไรหรือเปล่า”



เด็กหนุ่มทำหน้าเบื่อใส่ชเวซึงฮยอนก่อนจะลุกขึ้นคว้ากระเป๋าและเดินขึ้นบันไดไป แต่เมื่อหันหลังมาเห็นซึงฮยอนยืนอยู่ที่เดิม จียงก็กวักมือเรียกให้อีกฝ่ายเดินทางมา สุดท้ายทั้งคู่ก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอนเล็ก เจ้าของบ้านเปิดประตุและเปิดไฟในห้อง



“เดี๋ยวคุณนอนห้องนี้นะฮะ ห้องนอนผมเอง มีห้องน้ำในตัว ผ้าเช็ดตัวอยู่ในตู้เสื้อผ้านะ”

“แล้วนายไปนอนห้องไหนล่ะ”

“นอนห้องแม่ฮะ” จียงตอบเสียงสดใส “พ่อ แม่ กับพี่ดามีไปบ้านที่ต่างจังหวัดอาทิตย์นึง ตอนนี้เลยไม่มีใครอยู่ฮะ” จียงยิ้มเหมือนให้กำลังใจ “ไม่ต้องกังวลนะฮะ ยังไงทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย”

“ขอบใจนะจียง ขอบใจจริงๆ”

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ อ้อ! ถ้าเกิดมองไปนอกหน้าต่างเห็นคุณย่าข้างบ้าน ไม่ต้องไปสวัสดีแกนะฮะ แกตายนานแล้ว ไม่ใช่แม่ลุงยางหรอกฮะ แต่แกชอบมาโผล่ตรงหน้าต่างห้องผมบ่อยๆ คงเหงาน่ะฮะ”



จียงหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นซึงฮยอนทำหน้าเสีย เด็กหนุ่มดันหลังซึงฮยอนเข้าห้องและปิดประตูทิ้งให้อยู่ในตามลำพัง สิ่งแรกที่ซึงฮยอนทำคือวิ่งไปปิดผ้าม่านตรงหน้าต่างอย่างรวดเร็วโดยไม่มองออกไปนอกห้อง ร่างสูงถอนใจและตัดสินใจว่าถ้าหากอาทิตย์หน้าเรื่องนี้ไม่จบ เขาคงต้องยอมถอดใจแล้วจริงๆ





--------------------------------------------------------





ซึงรีพยายามอดทนมาตลอด



หลายต่อหลายครั้งที่ห้องข้างๆ ทะเลาะกับแฟน มีเสียงร้องไห้ดังมาบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้รำคาญ ซึงรีเพียงแต่สงสารที่ผู้หญิงของคุณซึงฮยอนร้องไห้ห่มร้องไห้อยู่บ่อยๆ



แต่วันนี้สาวเจ้าร้องไห้ตั้งแต่หลังเที่ยงวันจนกระทั่งตอนนี้เกือบ 4 โมงเย็นแล้ว แต่ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะหยุด สุดท้ายความอดทนทั้งหมดที่เคยมีก็หมดลง และพาตัวเองมาอยู่หน้าห้อง 1415 เสียงร้องไห้คร่ำครวญของแฟนสาวเจ้าของห้องนี้ยังมีให้ได้ยินอยู่ตลอดเวลา



มือแข็งแรงกดกริ่งหน้าห้องและรอให้เจ้าของห้องมาเปิด



เสียงร้องไห้ในห้องเงียบไปชั่วอึดใจ แต่ยังไม่มีใครมาเปิดประตูให้จนกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 5 นาที ซึงรีตัดสินใจกดกริ่งอีกหน และเคาะประตูหน้าห้อง 1415 ไม่เบานัก



“คุณซึงฮยอน เปิดประตูหน่อยครับ”



ซึงรีเคาะประตูซ้ำและได้ยินเสียงร้องไห้ออกมาจากในห้อง คราวนี้รู้สึกร้อนใจจริงๆ เพราะหญิงสาวในห้องร้องไห้หนักกว่าเก่า จนซึงรีไม่แน่ใจว่าคนในห้องเป็นอะไร



“มีอะไรหรือเปล่าครับ เปิดประตูหน่อย”



แต่เสียงร้องไห้ในห้องยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง สุดท้ายซึงรีก็ตัดสินใจรีบกดลิฟต์ลงไปหาเจ้าหน้าที่ประสานงานลูกบ้านที่นิติบุคคลข้างล่าง เพราะรู้สึกว่ามีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นในห้อง 1415 เสียแล้ว ดูเหมือนลิฟต์จะเคลื่อนไปช้ากว่าทุกที เมื่อประตูลิฟต์เปิด ซึงรีก็แทบจะวิ่งเข้าในห้องสำนักงานนิติบุคคล



“คุณซึงรี เป็นอะไรหรือเปล่าคะ”



ลีแชรินถามอย่างตกใจ เพราะจู่ๆ ลูกบ้านก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหา เจ้าของห้องหนุ่มรีบพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง



“แฟนคุณซึงฮยอนน่ะครับ ไม่รู้เป็นอะไร เธอร้องไห้ไม่หยุดเลย”

“อะไรนะคะ”



เจ้าหน้าที่ประสานงานลูกบ้านหน้าเสียจนซึงรีรู้สึกได้ และท่าทางของเขาคงทำให้แชรินรู้สึกแปลกๆ หญิงสาวเลยรีบบอกเสียงสั่นๆ



“คือ ... คุณซึงฮยอนไม่อยู่ห้องนะคะ”

“ไม่อยู่ได้ยังไงครับ ผมได้ยินเสียงแฟนเขาร้องไห้มาตั้งแต่เที่ยงแล้วนะครับ”

“คุณซึงฮยอนอยู่คนเดียวนะคะ”

“ไม่ใช่แล้วล่ะครับ” ซึงรีพูดอย่างไม่เชื่อ “ผมเห็นแฟนเขาเรื่อยเลย บางครั้งก็ทะเลาะกัน แฟนเขามานั่งร้องไห้อยู่ที่ระเบียง”

“คือ ...”



ซึงรีมองใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาวอย่างสับสน จนกระทั่งนึกถึงคำพูดของเจ้าของห้องอีกฝั่งหนึ่งของซึงฮยอนที่เคยเจอกันในลิฟต์ ฝ่ายนั้นเล่าว่าห้องของซึงฮยอนเป็นห้องผีสิง แต่ซึงรีไม่เคยเชื่อเลย สาวเจ้าของห้องอีกฝั่งทำท่าขนลุกเมื่อพูดถึงเจ้าของห้องเก่า



‘คุณยุนอารึมน่ะ ตายแล้วก็ไม่ยอมไปไหนนะคะ เธอวนเวียนอยู่ในห้องนั่นแหละ’



ตาเรียวของซึงรีเบิกขึ้นด้วยความตกใจเมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆ ในหัวได้แล้ว เจ้าของห้องข้างๆ ห้อง 1415 ถึงกับยืนแทบไม่อยู่จนแชรินต้องรีบวิ่งเข้าไปช่วยประคอง



“คุณซึงรี ไหวมั้ยคะ”

“ผมโอเคครับ” เสียงของซึงรีเบาหวิว แต่เจ้าตัวพยายามฝืนยิ้ม “ผมโอเค”

“นั่งก่อนดีกว่านะคะ”



จังหวะที่แชรินช่วยพาซึงรีไปนั่งตรงโซฟารับแขก เป็นจังหวะเดียวกันที่หญิงสาวสองคนเดินผ่านหน้าห้องสำนักงานนิติบุคคลไปทางลิฟต์ ไม่ทันมีใครสังเกตว่าทั้งสองช่วยกันหิ้วถุงกระดาษขนาดใหญ่และดูค่อนข้างหนักเข้ามาภายในอาคาร เมื่อประตูลิฟต์ปิดลง หญิงสาวคนหนึ่งจึงถอนหายใจเสียงดัง



“ดีนะเนี่ย ที่จียงปั๊มกุญแจกับเอาคีย์การ์ดมาให้ ไม่งั้นก็ต้องรอจนเย็นกว่าจียงจะกลับจากไปหาอาจารย์ที่คณะ”



ซานดาร่าพูดอย่างโล่งใจ และหันมองหน้าเพื่อนสาวที่มาด้วยกัน แต่วันนี้ท่าทางของพัคบมดูแตกต่างจากทุกวัน เพราะนอกจากลูกพี่ลูกน้องของเธอจะไม่พูดไม่บ่นแล้ว ตากลมๆ ที่มักจะเป็นประกายอยู่ตลอดเวลาก็ดูกังวลจนเห็นได้ชัด



“บมมี่อ่า เป็นอะไรไป”

“กลัวผี”



พัคบมตอบกลับด้วยเสียงเบาหวิวจนคนฟังได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ แม้จะรู้ว่าบมกลัวเรื่องลึกลับแบบนี้มากขนาดไหน แต่วันนี้ซานดาร่าต้องการคนช่วย เธอต้องการใครสักคนที่จิตใจไม่เปิดรับพลังงานของคุณอารึม เพราะเธอต้องการให้อีกฝ่ายใช้พลังงานทั้งหมดที่มีเพื่อให้บมสัมผัสได้ด้วย



ครั้งก่อนที่มาที่ห้องนี้ ดาร่ารู้สึกว่าเธอไม่สามารถต่อต้านอีกฝ่ายได้เลย เพราะจิตของจียงเปิดรับพลังงานของคุณยุนอารึมโดยไม่รู้ตัว ทำให้อดีตเจ้าของห้องไม่ต้องออกแรงในการหลอกหลอนเธอกับจียงมากนัก



แต่วิญญาณก็คือวิญญาณ เป็นเพียงพลังงานไร้รูปร่างที่สามารถทำสิ่งต่างๆ ให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่รู้สึกได้ด้วยการดึงดูดพลังงานรอบๆ ตัวเข้ามาให้มากที่สุด เพื่อใช้พลังงานนั้นในปรากฏตัวหรือสร้างเหตุการณ์แปลกประหลาดต่างๆ



ครั้งนี้มันจะต้องไม่เป็นอย่างนั้นอีกแน่



ตาเรียวของซานดาร่าเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่นเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก แต่พัคบมกลับคว้าแขนลูกพี่ลูกน้องและทำหน้าเหมือนจะร้องไห้



“ดาร่า กลับกันเถอะ ฉันรู้สึกไม่ดีเลย”

“ไม่เป็นไรนะ” ดาร่าควงแขนอีกฝ่ายและปลอบใจเหมือนกำลังปลอบเด็กๆ “เธออยู่กับฉันไม่มีอะไรจะต้องกลัวเลย ไม่เคยมีผีที่ไหนหลอกเธอได้เลยนะบมมี่”

“แต่ว่า ...”

“น่า ไหนๆ ก็มาแล้ว เข้าไปในห้องนั้นแป๊บเดียวเองนะ”



สุดท้ายซานดาร่าก็กึ่งลากกึ่งจูงพัคบมออกจากลิฟต์อย่างทุลักทุเล เพราะต้องหิ้วถุงขนาดใหญ่ที่ถือติดมือมาไปด้วยกัน จนกระทั่งมาหยุดยืนที่หน้าห้อง 1415



“หนาวจัง”

“คิดมากน่า บมมี่”



ซานดาร่าบอกปัดทั้งที่จริงเธอเองก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากในห้อง วูบหนึ่งซานดาร่ารู้สึกเหมือนเห็นแสงสีดำแผ่ออกมาจากช่องว่างตรงใต้ประตู แต่เมื่อกระพริบตาอีกครั้งแสงที่เห็นก็หายวับไปแล้ว ก้อนเนื้อในอกของหญิงสาวเต้นอย่างหนักหน่วงด้วยความกังวล



แสงสีดำ ... ความเจ็บปวดจากชีวิตที่ผ่านพ้นไปแล้ว



แต่สุดท้ายมือเรียวก็จัดการปลดล๊อคลูกบิดประตูห้องและกำหนดใจอย่างมั่นคงว่า เธอไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น นอกจากการเข้ามาในห้องนี้พร้อมกับพัคบมเพื่อวางของที่ตั้งใจไว้ให้อยู่ในที่ที่ควรอยู่เท่านั้น



ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อยๆ โดยไร้บทสนทนาของคนที่เข้ามาในห้อง พัคบมได้แต่ก้มมองเท้าของตัวเองและจับแขนผอมๆ ของซานดาร่าไว้แน่น เพราะลูกพี่ลูกน้องของเธอสั่งนักสั่งหนาว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามปล่อยแขนของอีกฝ่ายเด็ดขาด บมจึงได้แต่หลับหูหลับตาเดินตามซานดาร่าไปที่ห้องนั่งเล่น



ทั้งที่อากาศด้านนอกดูสดใส แต่บมกลับรู้สึกว่าในห้องนี้มืดครึ้มและอากาศเย็นจนผิดปกติ มือขาวนวลของซานดาร่าดึงเอกสารปึกใหญ่ออกมาจากถุงกระดาษ บมจึงช่วยหยิบออกมาวางบนโต๊ะเตี้ยในห้องนั่งเล่น ของพวกนี้เป็นต้นฉบับหนังสือทั้งหมดตั้งแต่เล่มแรกจนถึงเล่มสุดท้ายของคุณยุนอารึม



จียงแวะมาหาที่บ้านเมื่อวานนี้พร้อมกับของทั้งหมด แถมยังโอดครวญใส่ซานดาร่าด้วยซ้ำว่าทางสำนักพิมพ์ดื้อดึงจะไม่ยอมให้ท่าเดียว จนต้องโทรศัพท์ไปขอให้คุณแม่ของคุณอารึมเป็นคนอนุญาต



เอกสารปึกใหญ่หนักอึ้งทั้งหมดถูกยกออกมาจากถุง บมจึงหยิบหนังสือของคุณยุนอารึมที่ตีพิมพ์เสร็จเรียบร้อยแล้วทุกเล่มออกมาวางกองไว้บนโต๊ะด้วย ตากลมสวยแอบเหลือบมองดาร่า เห็นว่าอีกฝ่ายดูเป็นปกติจนพัคบมแอบกังวลใจ



“เอาล่ะ เสร็จแล้ว กลับกันเถอะ”

“แค่นี้เองเหรอ” บมกระซิบราวกับกลัวใครจะได้ยิน

“แค่นี้แหละ”



ซานดาร่าตอบเสียงสดใสแล้วเดินคล้องแขนลูกพี่ลูกน้องเตรียมออกจากห้อง โดยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แม้ว่าจะเห็นแสงสีเทาทึบเกือบดำแผ่ออกมาจากมุมห้องพร้อมไอเย็นที่ทำให้ขนอ่อนบนหลังคอลุกขึ้นมา เธอรีบปิดประตูอย่างรวดเร็วและเหลียวมองประตูห้องที่ปิดสนิทนั้นอย่างมุ่งมั่น



ไม่ว่าอะไรจะเกิด ทุกอย่างต้องจบภายในวันมะรืนนี้





--------------------------------------------------------------------





“กลับมาแล้วเหรอฮะ”



น้ำเสียงของเจ้าของบ้านดูสดใสเมื่อเห็นหน้าคนที่เดินเข้ามา ชเวซึงฮยอนมองอีกฝ่ายอย่างอึ้งๆ เมื่อเห็นว่าจียงใส่เสื้อกล้ามตัวหลวมกับกางเกงขาสั้น และสวมแว่นสายตา ข้างหน้าโต๊ะตัวเตี้ยมีหนังสือกองใหญ่และโน้ตบุคเปิดค้างอยู่ จียงคงคิดว่าอยู่บ้านตัวเอง เลยแต่งตัวสบายๆ



แต่กางเกงมันสั้นไปหน่อยไหมนะ



“ทำไมทำหน้าแบบนั้นละฮะ” เจ้าของบ้านทำหน้างงๆ แล้วเดินมาหยิบกล่องใส่ไก่ทอดจากมือซึงฮยอนด้วยสีหน้าดีใจ “โห ซื้อไก่มาเยอะเลย ผมว่าจะโทรสั่งพอดีเลยฮะ”

“อือ กินเลย เดี๋ยวฉันไปล้างมือก่อน”



ชเวซึงฮยอนตอบเสียงเบาและไม่ค่อยแน่ใจว่าจียงได้ยินที่เขาพูดหรือเปล่า เพราะดูเหมือนเจ้าของบ้านจะเดินเข้าไปในครัวตอนที่เขาพูดพอดี ร่างสูงวางกระเป๋าและเปลี่ยนกางเกงเป็นกางเกงนอนตัวนิ่ม น้ำเย็นๆ ช่วยไล่ความเมื่อยล้าจากงานที่ทำมาทั้งวัน



ที่จริงเขานึกไม่ออกว่าเย็นนี้อยากกินอะไร แต่จียงส่งข้อความมาบอกว่าอยากกินไก่ทอด เขาเลยไปซื้อและเลือกสั่งเฉพาะชิ้นสะโพก เพราะจียงบอกว่าเนื้อตรงนั้นอร่อยที่สุดแล้ว



มานั่งจำว่าจียงชอบอะไรตั้งแต่เมื่อไหร่กัน



ตาคมสบตาตัวเองในกระจก ก่อนจะไล่ความคิดแปลกๆ เรื่องเจ้าของบ้านออกไปจากความคิดและเดินลงไปที่ห้องครัวด้านล่าง จียงนั่งรออยู่ที่โต๊ะและมีเบียร์เย็นเฉียบ 2 กระป๋องวางอยู่ข้างจานใส่ไก่ทอด เจ้าของบ้านยิ้มร่าเริงเมื่อซึงฮยอนมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม



“วันนี้ทำไมดูเหนื่อยจังฮะ”

“งานยุ่งน่ะ” ซึงฮยอนตอบเบาๆ และเลื่อนจานไปรับไก่อทอดที่จียงจิ้มส่งมาให้ “มีข้อมูลเข้ามาเยอะเลย กว่าจะเคลียร์เสร็จ ส่งต่อให้พี่อินนาก็เกือบหมดวัน นึกว่าจะต้องทำ OT แล้วนะวันนี้”

“ไม่ต้องทำก็ดีแล้วนี่ฮะ วันนี้จะได้พักผ่อน”



จียงตอบแล้วเปิดเทของตัวเองเทใส่แก้วเปล่า ฟองสีขาวนวลของเครื่องดื่มยังคงไม่หายไปเมื่อยกขึ้นจิบ และมันติดอยู่บนริมฝีปากของคนที่ดื่มจนซึงฮยอนหลุดหัวเราะ



“กินยังไงฟองเบียร์ติดปากแบบนี้เนี่ย”



มือแข็งแรงเอื้อมไปเช็ดฟองขาวนั้นให้ แต่สัมผัสตรงปลายนิ้วคือริมฝีปากนุ่ม ซึงฮยอนไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ามือแตะค้างอยู่ที่ปากอิ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่กลับละสายตาจากดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่มองกลับมาไม่ได้เลย เขาเพิ่งสังเกตเห็นชัดๆ วันนี้เองว่าตาของจียงสีเหมือนน้ำตาลทรายแดง



.. หวาน ..



โทรศัพท์มือถือของจียงส่งเสียงเรียกเข้า ทำให้ซึงฮยอนละมือจากริมฝีปากของอีกฝ่ายและก้มหน้ามองจานมื้อเย็นของตัวเอง ได้ยินแค่เสียงพูดของจียงกับคนปลายสายเท่านั้น



“ฮัลโหล พี่ดาร่า” จียงพูดเสียงเบากว่าปกติ “ไม่ฮะ กำลัง ... เอ่อ ... กินข้าวเย็นน่ะฮะ อา... พรุ่งนี้เหรอฮะ ถ้าจำเป็นก็คงต้องได้ ผมจะบอกคุณซึงฮยอนให้นะฮะ ไว้เจอกันพรุ่งนี้ฮะ”



ซึงฮยอนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีเพราะสถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วนเมื่อครู่ แต่เสียงเบาๆ ของจียงเต็มไปด้วยความกังวลใจ จนต้องเงยหน้ามองอีกฝ่าย และเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มขาวเผือด



“มีอะไรเหรอจียง”

“พรุ่งนี้คุณลางานได้ไหมฮะ พี่ดาร่าบอกว่าอยากให้เราไปเจอกันที่ห้องคุณ”

“เราเหรอ”

“ใช่ฮะ เรา 3 คน คุณ ผม แล้วก็พี่ดาร่า”

“พรุ่งนี้ฉันไม่แน่ใจว่าจะลาได้ไหม เพราะตอนนี้งานยุ่งมาก”

“แต่เรื่องนี้สำคัญจริงๆ นะฮะ” แววจริงจังปรากฎบนแก้วตาสีน้ำตาลที่ซึงฮยอนเผลอมองเมื่อครู่ “เราต้องไปพรุ่งนี้เท่านั้น เพราะพรุ่งนี้เป็นวันครบรอบวันตายของคุณอารึม”





เมื่อคืนจียงนอนไม่หลับทั้งคืน



ในใจของเขาคิดกลับไปกลับมาอยู่สองเรื่อง และเป็นสองเรื่องที่ให้ความรู้สึกต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาไม่กล้าบอกชเวซึงฮยอนว่าพี่ดาร่ากำลังจะทำอะไร และเรื่องที่จะเกิดขึ้นทำให้จียงเป็นกังวลถึงสวัสดิภาพของพี่สาวคนสนิท ส่วนอีกเรื่อง ...



สายตาแบบเมื่อวานของชเวซึงฮยอน



ทำไมถึงได้มองกันแบบนั้น จียงนึกอยากจะถามคำถามนี้ตั้งแต่เมื่อคืน ทั้งที่บอกกับตัวเองมาเสมอว่าไม่เคยคิดอะไรเป็นอื่นกับเจ้าของห้อง 1415 และยังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงเพราะโดนเข้าใจผิดว่ากำลังคบกับซึงยูน แต่พอปลายนิ้วของอีกฝ่ายสัมผัสลงบนริมฝีปากเมื่อคืน



ความรู้สึกบางอย่างแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง



เรื่องนั้นมีอิทธิพลกับจียงอย่างรุนแรง จนถึงขั้นที่ทำให้เผลอนั่งมองร่างเงาของคุณย่าข้างบ้านที่มาปรากฎให้เห็นตรงกระจกหน้าต่างห้องนอนโดยไม่ตกใจสักนิด พอตั้งสติได้ จียงเลยเดินไปปิดหน้าต่างและทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แม้ว่าจะเห็นร่างของคุณย่า ทะลุกระจกห้องนอนเข้ามาครึ่งหนึ่ง



สุดท้ายจียงก็ต้องห้ามตัวเองไม่ให้คิดอะไรฟุ้งซ่าน และกลับไปนั่งคิดเรื่องที่ซานดาร่าจะทำต่อ แต่พอเผลอ ความคิดก็ย้อนกลับไปนึกถึงสัมผัสที่ริมฝีปาก และความรู้สึกลึกซึ้งในแววตาของชเวซึงฮยอนอีกหน



“คิดอะไรอยู่ ทำไมเหม่อจัง”



เสียงทุ้มๆ ของคนที่จียงกำลังอยากถามสิ่งที่คาใจทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้ง สุดท้ายก็ได้แต่ส่ายหน้าและหันไปมองนอกรถ ความคิดทุกอย่างหายไปเมื่อซึงฮยอนเลี้ยวรถเข้าไปที่คอนโด ซานดาร่าส่งข้อความมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อนว่ารออยู่ที่คอนโดแล้วและจะขึ้นไปพร้อมกัน



จียงรู้สึกหายใจไม่ออก และกังวลจนเหงื่อชุ่มฝ่ามือทั้งสองข้าง



มือแข็งแรงของอีกฝ่ายรั้งแขนเอาไว้ตอนที่กำลังจะเปิดประตูลงไปจากรถ จียงเลยต้องหันไปสบตากับซึงฮยอน ใบหน้าของเจ้าของห้อง 1415 ก็ดูกังวลและสับสน แต่มือที่จับแขนไว้นั้นมั่นคง



“นายเป็นอะไรไป วันนี้ดูใจลอยแล้วก็กังวลๆ ด้วย”

“ผมแค่ ... แค่คิดเรื่องที่ห้องคุณ”

“พูดเรื่องนี้ก็ดีแล้ว วันนี้เราจะทำอะไร นายไม่ยอมบอกฉันเลย”

“พี่ดาร่าต้องการส่งวิญญาณคุณอารึมไปวันนี้ฮะ” จียงพูดเสียงเบาและหลบตาคมที่จ้องมา “เธอก็เลยตัดสินใจว่าจะให้คุณอารึมสิงร่างเธอ จะได้ติดต่อกับเธอได้”

“อะไรนะ” ชเวซึงฮยอนถามเสียงดังจนจียงสะดุ้ง “สิงร่างเนี่ยนะ ถ้าเกิดคุณดาร่าเป็นอะไรไปเราจะทำยังไง ไม่เอานะจียง ไม่เอาเด็ดขาด ฉันจะบอกคุณดาร่าเอง”

“ไม่ได้หรอกฮะ ถ้าเราไม่ส่งคุณอารึมไปวันนี้ เธอก็จะติดอยู่ที่นี่อีกนาน คุณก็จะอยู่ที่ห้องไม่ได้แล้วนะ”

“ช่างมัน ฉันขายห้องทิ้งก็ได้ แต่ถ้าเกิดเธอสิงร่างคุณดาร่าไม่ยอมปล่อยละ ถ้าคุณดาร่าเป็นเหมือนนายวันนั้นอีกล่ะจียง หรือคุณอารึมไม่สิงคุณดาร่า แต่มาสิงนายแทน แล้วนายเกิดเจ็บตัวขึ้นมาอีก จะทำยังไง ฉันยอมให้นายเจ็บไม่ได้อีกแล้วนะ”



ตาทั้งสองข้างของจียงร้อนผ่าวเพราะไม่ใช่แค่คำพูดของซึงฮยอนเท่านั้นที่บอกว่าเป็นห่วง แต่แววตาของอีกฝ่ายบอกความรู้สึกทั้งหมดตรงกับที่พูดทุกคำ แต่เพราะไม่อยากผิดสัญญากับซึงฮยอน และซานดาร่าก็ค่อนข้างมั่นใจกับทุกอย่างที่จะทำวันนี้ จียงเลยได้แต่ปลอบใจให้คนตรงหน้าคล้อยตาม



“เราจะต้องไม่เป็นอะไรนะฮะ” มือบางเอื้อมไปบีบมือของอีกฝ่ายไว้แน่น “พี่ดาร่ากับผมก็เข้าใจเหมือนกันว่าวันครบรอบวันตาย มักจะมีอิทธิพลบางอย่างกับวิญญาณเสมอ ตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณอารึมเธออาจจะเหมือนคนความจำเสื่อม เพราะความทรงจำตอนมีชีวิตอยู่ของเธออาจจะสับสน แต่วันครบรอบวันตายแบบนี้ วิญญาณมักจะจดจำเรื่องของตัวเองได้ เลยมีหลายๆ ครั้งที่คนที่โดนผีหลอกพบว่าตัวเองโดนหลอกในช่วงเวลาที่เดียวกัน หรือใกล้กับวันที่ผีตนนั้นตาย”

“แต่เราไม่ต้องมาทำเรื่องเสี่ยงๆ แบบนี้หรอก ... ไม่ต้องก็ได้จียง ฉันจริงๆ”

“แล้วคุณไม่สงสารคุณอารึมเหรอฮะ เธอต้องติดอยู่ที่ห้องนี้ตลอดไปเลยนะฮะ”



ระหว่างที่ซึงฮยอนกำลังชั่งใจว่าจะเอายังไงต่อ โทรศัพท์ของจียงก็มีสายเรียกเข้าเป็นชื่อของดาร่า เด็กหนุ่มมองตาเขาและกดตัดสาย ก่อนจะพูดเบาๆ



“คุณไม่ต้องขึ้นไปก็ได้ฮะ ผมกับพี่ดาร่าจะจัดการเรื่องนี้เอง”



ควอนจียงเปิดประตูลงจากรถและเดินจ้ำเข้าไปที่ล๊อบบี้ เพราะรู้ว่าซานดาร่าจะรออยู่ตรงนั้น แต่ได้ยินเสียงคนวิ่งมาข้างหลัง และเมื่อหันไปมองก็เห็นคนที่เถียงกันอยู่ในรถเมื่อครู่วิ่งตามมา ชเวซึงฮยอนคว้าแขนผอมๆ ของเด็กหนุ่มไว้แน่น และพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง



“ถ้าจะไปก็ไปด้วยกัน ฉันไม่มีทางให้นายไปคนเดียวแน่”





อากาศภายในห้อง 1415 เย็นเฉียบจนซึงฮยอนนึกว่าตัวเองเปิดแอร์ทิ้งไว้ แต่ทุกอย่างในห้องกลับเงียบสนิท วันนี้ซานดาร่าดูนิ่งกว่าทุกครั้งที่พบกัน ส่วนจียงก็ไม่พูดอะไรเลยก็จริง แต่ก็ไม่บ่นที่เขายังจับแขนเอาไว้แน่น หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มเดินไปปิดผ้าม่านหน้าต่างทุกบานจนแทบแสงสาดเข้ามาภายในห้อง บรรยากาศที่ดูอึมครึมอยู่แล้วก็ยิ่งชวนใจเสียกว่าเก่า



“คุณซึงฮยอน จียง มานั่งตรงนี้นะคะ”



ซานดาร่านั่งลงตรงโต๊ะตัวเตี้ยที่เธอกับพัคบมเอาของของคุณอารึมมาวางไว้เมื่อวันก่อน หญิงสาวรอจนเจ้าของห้อง และจียงนั่งลงเรียบร้อยแล้วจึงเริ่มหยิบของออกมาจากกระเป๋าถือ ขวดแก้วใบย่อมบรรจุของเหลวใสไม่มีสี ถาดกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ที่เธอใช้ใส่แท่งกำยานซึ่งส่งกลิ่นหอมแปลกๆ ตั้งแต่ยังไม่ได้จุด และเทียนสีขาวเล่มใหญ่ ของทั้งหมดถูกวางลงบนที่ว่างตรงกลางโต๊ะ



“นี่เป็นหนังสือ และต้นฉบับของจริงทั้งหมดของคุณยุนอารึมนะคะ” ซานดาร่าวางมือลงบนกองกระดาษตรงหน้าอย่างแผ่วเบา “บมสืบให้และรู้แล้วว่าคุณอารึมเขียนหนังสือทุกเล่มจบก่อนจะป่วยจริง แต่เธอยังไม่ได้ตรวจแก้ต้นฉบับเล่มท้ายๆ เลยเป็นหน้าที่ของกองบรรณาธิการแทน คุณแม่ของเธอก็บอกว่าช่วงที่เธอป่วย เธอมักจะเข้าใจว่าตัวเองยังเขียนงานไม่เสร็จอยู่บ่อยๆ เรื่องทั้งหมดนี้อาจจะทำให้วิญญาณของเธอยังอยู่ที่นี่ เพราะเธอใช้ห้องนี้เป็นห้องเขียนงาน”



ซึงฮยอนไม่กล้าพูด หรือถามอะไรทั้งนั้น ซานดาร่าจุดเทียนและเริ่มจุดกำยานในถาดกระเบื้องเคลือบ กลิ่นของมันหอมเอียนๆ และมีกลิ่นสนแทรกอยู่ด้วย หญิงสาวเปิดขวดน้ำที่ติดตัวมาด้วยก่อนจะใช้ปลายนิ้วจุ่มแตะของเหลวในขวด



“ขอให้ดวงตาของข้าพเจ้ามองเห็นอย่างแจ่มแจ้ง” มือบางไล้ของเหลวนั้นไปรอบดวงตาทั้งสองข้างของตัวเอง และแตะน้ำในขวดอีกครั้งก่อนจะไล้น้ำนั้นไปตามริมฝีปาก “ขอให้ริมฝีปากของข้าพเจ้ามองถ่ายทอดเพียงความจริงเท่านั้น”



ชเวซึงฮยอนเหลียวมองจียง แต่เด็กหนุ่มดูสงบอย่างประหลาด แม้กระทั่งตัวเขาเองก็แทบจะไม่มีความกังวลหลงเหลือเลย กลิ่นหอมของกำยานในถาดทำให้ในหัวของเขาว่างเปล่า ได้แต่มองซานดาร่าค่อยๆ เริ่มต้นพิธีกรรมไปช้าๆ คราวนี้มือบางชุ่มน้ำในขวดของหญิงสาวแตะไปที่หูทั้งสองข้างของตัวเอง



“ขอให้หูของข้าพเจ้าได้ยินเสียงกระซิบจากดวงจิตของผู้เคยมีชีวิตในอดีต” สุดท้ายมือบางก็แตะน้ำในขวดลงตรงที่อกเสื้อข้างซ้ายตรงตำแหน่งหัวใจ “ขอให้หัวใจของข้าพเจ้าเปิดรับและเยียวยาผู้เจ็บปวดนั้นด้วยความรัก”



ซานดาร่าวางมือลงบนที่วางขอบโต๊ะข้างๆ กองหนังสือ ข้างหนึ่งยื่นให้ซึงฮยอน และอีกข้างหนึ่งให้จียง ทั้งสองวางมือลงบนมือบอบบางของดาร่า แต่ดูเหมือนจะมีซึงฮยอนคนเดียวที่รู้สึกว่ามือของหญิงสาวเย็นชืด เพราะจียงไม่ได้ทำท่าอะไรเลย



“คุณซึงฮยอนกับจียงจับมือกันไว้ด้วยนะคะ อย่าปล่อยมือกันเด็ดขาดนะคะ”



ซึงฮยอนพยักหน้ารับและจับมือจียงไว้ ตอนนี้เด็กหนุ่มไม่เหลือเค้าของคนที่ชอบกวนโมโหเลยแม้แต่น้อย หัวคิ้วเรียวนั้นขมวดเป็นปม และใบหน้าซีดเซียวเพราะความกังวล ส่วนซานดาร่าหลับตาลงแล้ว ริมฝีปากบางเหมือนจะขยับเบาๆ อยู่ตลอดเวลาราวกับกำลังสวดมนต์ แต่จู่ๆ ก็หยุดไป และมือบางนั้นก็บีบมือของซึงฮยอนอย่างแรงเกินเรี่ยวแรงผู้หญิงตัวเล็กๆ



ซานดาร่าหมุนศีรษะไปมาช้าๆ และไหล่ทั้งสองข้างเริ่มสั่น ซึงฮยอนรู้แล้วว่าจียงก็เริ่มตกใจเพราะมือที่กุมไว้ชื้นเหงื่อและเย็นเฉียบ เจ้าของห้องแทบหยุดหายใจเมื่อจู่ๆ ซานดาร่าก็คอตกเหมือนคนหลับและค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาพลางมองไปรอบๆ ห้องช้าๆ



“ใครมาทำกับห้องฉันแบบนี้” เสียงของซานดาร่าแตกพร่าราวกับไม่ใช่เสียงของเธอเอง “นี่ห้องของฉันนะ”

“ใช่ คุณอารึมหรือเปล่าฮะ” จียงถามเสียงเบาทั้งที่รู้ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่พี่สาวที่ตัวเองเคยรู้จัก

“ใช่สิ แล้วนี่ใครกัน อา ... ควอนจียงใช่ไหม เด็กที่กลัวผีมากๆ เพราะผีจะมาสิงร่าง แต่สุดท้ายก็ต้องคอยช่วยให้ผีพวกนั้นข้ามภพไปใช่ไหมล่ะ”

“ใช่ฮะ” เด็กหนุ่มตอบเสียงเบา “คุณอารึม ห้องนี้ไม่ใช่ของคุณอารึมแล้วนะฮะ”

“ทำไมจะไม่ใช่”



ซานดาร่าแผดเสียงลั่น แต่จียงรู้ว่านั่นไม่ใช่พี่สาวที่ตัวเองรู้จัก ร่างของดาร่าสั่นกระดุกอย่างรุนแรงเพราะอารมณ์โกรธเกรี้ยวของวิญญาณที่กำลังสิงอยู่ จนทั้งจียงและซึงฮยอนต้องบีบมือเธอเอาไว้แน่น ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวจนน่ากลัว



“นะ ... นี่ .... ห้องของผมนะครับ” ชเวซึงฮยอนพูดเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ผมซื้อมาแล้ว โอนเงินเรียบร้อยแล้วด้วย ผมมีสัญญานะครับ”



จียงแทบจะหัวเราะทั้งที่สถานการณ์ตรงหน้าตึงเครียด เพราะชเวซึงฮยอนพูดเรื่องสัญญาซื้อห้องกับผีสาวที่สิงร่างพี่ดาร่าอยู่ตอนนี้ราวว่าหล่อนจะยอมเข้าใจ ใบหน้าของซานดาร่าหันขวับไปมองคนพูดก่อนจะแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว



“นี่ชเวซึงฮยอนสินะ ไอ้คนขี้แพ้! มีแฟน แฟนก็ขอเลิกไปคบกับรุ่นพี่ที่แกเคารพ รู้สึกเหมือนโดนหักหลังเลยใช่มั้ยละ ห้องที่เคยซื้อไว้ด้วยกัน แกก็เลยยกให้เขาไป สุดท้ายแกก็กลายเป็นคนไม่มีอะไรเลย แฟนก็ไม่มี บ้านก็ไม่มี แกกลัวคนอื่นดูถูกใช่ไหมล่ะ ฉันรู้นะ ฉันได้ยินทุกอย่างเลย เสียงในใจของแกน่ะ”



วิญญาณของยุนอารึมที่สิงในร่างของซานดาร่าหัวเราะเยาะ แต่จียงพยายามสบตาเจ้าของห้องไม่ให้ซึงฮยอนโกรธจนปล่อยมือดาร่า และพยายามเปลี่ยนเรื่องด้วยการตั้งคำถามกับวิญญาณในร่างของซานดาร่า เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ พลังของยุนอารึมก็จะยิ่งดูดกลืนพลังของซานดาร่ามากเท่านั้น



“คุณอารึม รู้ไหมฮะว่าหนังสือของคุณพิมพ์ออกมาขายดีมากเลยทั้ง 12 เล่มนะฮะ”

“ไม่จริง ฉันยังเขียนไม่เสร็จ” แววลังเลปรากฎบนใบหน้าของซานดาร่า “ฉันยังเขียนไม่เสร็จเลย”

“เสร็จแล้วฮะ ดูบนโต๊ะสิฮะ”



จียงพูดพลางพยักพะเยิดให้วิญญาณสาวในร่างดาร่ามองและขยับปากบอกซึงฮยอนว่าให้กุมมือดาร่าให้แน่นที่สุด ใบหน้าของซานดาร่ามีวี่แววเหมือนกับนึกบางอย่างได้ เด็กหนุ่มจึงรีบพูดต่อ



“ต้นฉบับพวกนี้ก็ของคุณอารึมนะฮะ เพราะคุณเขียนต้นฉบับพวกนี้เสร็จหมดแล้วไงฮะ”

“เสร็จแล้วเหรอ” ใบหน้าของซานดาร่าดูเลื่อนลอย ดวงตาของเธอเหลือกขึ้นมองเพดานอย่างน่ากลัว ริมฝีปากก็พึมพำประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาแต่แทบไม่มีเสียง “ใช่สิ เสร็จแล้วจริงๆ”

“ใช่ฮะ เสร็จหมดแล้ว คุณไม่ต้องกลับมาที่ห้องนี้ เพื่อมาทำงานอีกแล้วนะฮะ”



น้ำตามากมายไหลออกมาจากดวงตาของซานดาร่า หญิงสาวคร่ำครวญ สะอื้นอย่างน่าสงสาร แต่ก็ยังได้ยินเธอพูดเบาๆ กับตัวเองซ้ำๆ



“ฉันกลัว ห้องฉันไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลย ห้องของฉันมีคนแปลกๆ มีของแปลกๆ เต็มไปหมด ฉันไม่เข้าใจ”



ทั้งที่รู้ว่าวิญญาณสาวกำลังสับสน แต่ซึงฮยอนก็อดทำหน้างอไม่ได้ เพราะทุกครั้งที่เธอแผลงฤทธิ์ก็มักจะมาลงที่ตุ๊กตาแบร์บริคลูกรักของเขา แต่จียงไม่สนใจอะไรแล้วนอกจากชักจูงให้วิญญาณคล้อยตาม



“คุณอารึมไม่ต้องกลัวนะฮะ” จียงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน และมั่นคง “คุณอารึม เห็นแสงไหมฮะ คุณต้องไปตามแสงนั้นแล้วนะฮะ”

“แสงอะไร ฉันไม่เห็นเลย”



วิญญาณนักเขียนสาวเริ่มร้องไห้อีกครั้งผ่านร่างของซานดาร่า จียงไม่มองเทียนไขที่ละลายไปแล้วกว่าครึ่งและพยายามพูดอีกครั้งเพื่อให้ยุนอารึมปล่อยวางจากทุกสิ่งที่รั้งเธอเอาไว้ที่นี่



“ลองมองอีกทีนะฮะ มองให้ดีๆ คุณเป็นคนเดียวที่มองเห็น ที่นี่ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว หนังสือของคุณจบหมดทุกเล่มแล้ว ห้องนี้ก็ไม่ใช่ห้องของคุณแล้ว คุณกำลังจะเดินต่อไปข้างหน้าแล้ว ถ้าเห็นแสงนั้นให้ออกเดินไปได้เลยนะฮะ”

“ฉันกลัว” ซานดาร่าหันมองไปที่ผ้าม่านที่ปิดสนิท “อา ... ฉันเคยเห็นแบบนี้มาก่อนที่โรงพยาบาล แต่ฉันไม่รู้ว่ามันคืออะไร ฉันกลัว”

“แสงนั่นใช่ไหมฮะ”

“ใช่ ... สว่างมากเลย”



ชเวซึงฮยอนมองไม่เห็นแสงที่จียงกับวิญญาณของยุนอารึมพูดกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เขาเห็นคือใบหน้าของซานดาร่าที่กำลังถูกสิงอยู่ตอนนี้ดูผ่อนคลายราวกับคนที่กำลังมีความสุข



“ไปหาแสงนั้นสิฮะ” จียงพูดซ้ำอีกครั้ง

“ไปได้เหรอ ฉันไปได้ใช่ไหม”

“ฮะ”



ไหล่ของซานดาร่ากระตุกเหมือนกับตอนแรก ริมฝีปากของหญิงสาวสั่นรุนแรงจนได้ยินเสียงฟันกระทบกันกึกๆ สิ่งที่ซึงฮยอนไม่เห็น แต่จียงเห็น ตอนนี้เขาเห็นร่างโปร่งแสงของหญิงสาวที่เคยมาปรากฎตัวให้เห็นค่อยๆ ลุกจากร่างบอบบางที่สิงอยู่ พอร่างโปร่งแสงนั้นยืนให้เห็นเต็มตัว ร่างของซานดาร่าก็หยุดสั่นและคอตกเหมือนคนนอนหลับ



“ฉันไปได้จริงๆ ใช่ไหม”



เสียงเบาๆ ของยุนอารึมดังก้องเหมือนเสียงคนพูดในถ้ำ จียงพยักหน้ารับและเห็นรอยยิ้มจางของวิญญาณสาว หล่อนหันไปมองชเวซึงฮยอนที่มองจียงที มองผ้าม่านตรงหน้าต่างทีอย่างสับสน และสุดท้ายเธอก็พูดกับจียงด้วยน้ำเสียงแบบเดิม



“ฝากขอโทษเขาด้วยนะที่ทำให้กลัว แต่ตอนนั้น ฉันเองก็กลัวมากจริงๆ มันสับสนไปหมดเลย”

“ไม่เป็นไรฮะ” จียงพูดเบาๆ กับวิญญาณของอดีตเจ้าของห้อง “ไปตามแสงที่คุณอารึมเห็นนะฮะ มันจะไม่เป็นไร”

“ฉันก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน”



ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จียงเห็นใบหน้าของยุนอารึมอย่างชัดเจน เธอดูสวยเหมือนกับในรูปที่จียงเคยเห็นที่บ้านแม่ของเธอ ร่างโปร่งแสงนั้นค่อยๆ สลายไปเหมือนควัน และเมื่ออณูสุดท้ายในห้องสลายไป ไอเย็นที่เคยปกคลุมห้องนั้นอยู่ก็พลอยหายไปด้วย จียงปล่อยมือจากซึงฮยอนและช้อนตัวซานดาร่าที่หลับไม่ได้สติไว้ในอ้อมแขน



“เรียกรถพยาบาลมั้ย เดี๋ยวฉันโทรให้”

“ไม่ต้องหรอกฮะ” จียงตอบแล้วส่งยิ้มให้เจ้าของห้อง “แค่ช่วยผมอุ้มพี่ดาร่าไปนอนสบายๆ บนเตียงก็พอฮะ”

“ได้สิ”



ชเวซึงฮยอนช่วยอุ้มหญิงสาวอย่างไม่อิดออดแต่กลับชะงักเมื่อกำลังจะถึงประตูห้องนอน จียงมองหน้าคนที่หันมาหาอย่างประหลาดใจ สีหน้าของชเวซึงฮยอนจริงจังเมื่อเอ่ยถาม



“คุณอารึมเธอไปแน่ๆ แล้วใช่มั้ย”

“โอ๊ย! มาถามอะไรตอนนี้เนี่ย ประสาท”



มือบางฟาดลงบนไหล่กว้างไม่แรงนัก ก่อนจะดันหลังให้ซึงฮยอนเดินเข้าห้องไป และออกคำสั่งให้เจ้าของห้องไปเอาผ้าเช็ดตัวผืนเล็กกับชามใบโตๆ มาให้ ชเวซึงฮยอนก็ยอมทำตามแต่โดยดีและยืนมองอยู่ห่างๆ เมื่อจียงลงมือเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ซานดาร่า



“ให้พี่ดาร่านอนหลับซักพักแล้วกันนะฮะ” จียงพูดพลางยัดชามกับผ้าขนหนูใส่มือชเวซึงฮยอน “เอานี่ไปเก็บ เดี๋ยวผมจะเก็บกวาดห้องนั่งเล่นให้”

“อ่า ... โอเค”



จียงออกคำสั่งเสร็จก็เดินไปจัดการเก็บของที่ยังกองอยู่บนโต๊ะโดยหากล่องในห้องซึงฮยอนมาใส่จนเรียบร้อย ส่วนข้าวของของซานดาร่าถูกจัดเก็บลงกระเป๋าที่ใส่ของมาตอนแรก ชเวซึงฮยอนถือน้ำผลไม้มายื่นให้จียง พร้อมถามเบาๆ ด้วยความเกรงใจหญิงสาวที่หลับอยู่ในห้อง



“น้ำในขวดนี่มันน้ำอะไรเหรอ”

“น้ำเปล่านี่แหละฮะ” จียงพูดด้วยท่าทีผ่อนคลาย “เหมือนเป็นการชำระล้างไงฮะ”

“เหรอ แต่ตอนที่คุณดาร่าทำแบบบนั้นฉันรู้สึกเหมือนตัวเองตัวลอยๆ ไปด้วยเลย นึกว่าเป็นน้ำมนต์อะไรแบบนี้”

“ผมว่าน่าจะเพราะกลิ่นกำยานมากกว่าฮะ เชื่อกันว่ากลิ่นสนช่วยกระตุ้นพลังงานด้านลบให้ออกไป ส่วนกลิ่นไม้จันทน์ช่วยให้จิตใจสงบน่ะฮะ”

“มิน่าล่ะ ฉันรู้สึกตัวเบาๆ”

“กลัวผีคุณอารึมจนใจฝ่อ ตัวเบาหวิวมากกว่ามั้งฮะ”



เด็กหนุ่มกวนใส่เจ้าของห้องตามเดิม และดื่มน้ำผลไม้จนหมดแก้ว แล้วจับแก้วใส่มือซึงฮยอน ร่างบางเดินหายเข้าไปในห้องนอนใหญ่ที่ซานดาร่านอนอยู่พักหนึ่งและกลับออกมาพร้อมกับกระเป๋าใบเล็กที่เจ้าตัวทิ้งไว้ที่ห้องนี้ ซึงฮยอนรู้สึกใจหายแปลกๆ เมื่อคิดว่าจียงจะไม่กลับมาที่นี่อีก



เขาคุ้นเคยกับชีวิตที่มีจียงคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ตลอดเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา



“เก็บของไปหมดเลยเหรอ จียง”

“ฮะ หมดแล้ว เดี๋ยววันนี้คุณก็ไปเก็บของที่บ้านผม แล้วกลับมานอนที่ห้องนี่ได้เลยฮะ ไม่มีอะไรแล้ว”

“อา โอเคๆ” ซึงฮยอนพยักหน้าหงึกหงักเมื่อเห็นจียงทำเฉยๆ “คุณดาร่าจะไม่เป็นไรใช่ไหม เธอหลับไปเกือบชั่วโมงนึงแล้วนะ”

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ แค่เพลียๆ เลยหลับไปนานหน่อย”



จียงตอบเหมือนไม่คิดอะไร แต่นึกถึงอาการป่วยไข้ของซานดาร่าที่มักจะเป็นหลังจากเข้าไปช่วยเหลือในบ้านของลูกค้าผู้ชาย แต่ครั้งนี้ดาร่ายืนยันว่าเธอต้องมาด้วยตัวเอง และต้องการคนช่วยอีก 2 คน สุดท้ายจึงเป็นเขาและชเวซึงฮยอนที่มาช่วยซานดาร่า



“จียง นายแน่ใจเหรอว่าคุณอารึมเธอไปแล้วจริงๆ”

“ไปแล้วฮะ ผมเห็นเธอไปกับตาตัวเองเลย ตอนที่คุณอารึมเธอพูดวันนี้ว่า เธอเคยเห็นแสงที่คนตายเห็นเวลาที่จะข้ามภพไปแล้วครั้งหนึ่งที่โรงพยาบาล แต่ตอนนั้นเธอสับสน แล้วก็กลัว ใจของเธอก็เลยยึดห้องนี้ ยึดงานของเธอเป็นบ่วงให้เธอกลับมาอยู่ที่นี่ แต่เธอรู้แล้วว่าไม่มีอะไรที่เธอต้องห่วงอีกต่อไป เธอต้องไปต่อแล้ว ...”

“เคยมีวิญญาณที่นายเคยช่วยบอกนายบ้างไหมว่าหลังแสงที่พวกเขาเห็นเป็นอะไร”

“เคยฮะ ก่อนที่จะไปบางคนบอกว่าเป็นบ้านที่เคยอยู่ตอนเด็ก บางคนบอกว่าเป็นสะพาน บางคนบอกว่ามีคนที่รักรออยู่อีกฝั่งหนึ่ง บางคนก็บอกว่าเห็นแสงเฉยๆ ตอนที่คุณอารึมจะไป เธอบอกว่าเห็นแสงจ้ามาก แต่ผมไม่ได้เห็นกับเธอนะฮะ”

“ชีวิตกับความตายนี่มันใกล้กันนิดเดียวจริงๆ นะ”

“ใช่ฮะ มันกลืนกันจนเป็นเนื้อเดียวไปแล้ว” จียงพูดแล้วยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่ค่าจ้างผมละฮะ”

“นายนี่คิดแต่เรื่องเงินอย่างเดียวหรือไง”

“แน่นอนสิฮะ”



ชเวซึงฮยอนได้แต่หัวเราะแห้งๆ และหยิบเงินส่วนที่เหลือตามที่ตกลงกันไว้ใส่ซองให้จียง เด็กหนุ่มชวนคุยเรื่องโน้นนี้ไปเรื่อยๆ อีกราวๆ ชั่วโมงหนึ่งซานดาร่าจึงออกมาจากห้อง ใบหน้าของหญิงสาวดูซีดเซียว แต่ยังคงยิ้มอย่างแจ่มใส ซึงฮยอนเสนอตัวไปส่งทั้งคู่โดยบอกว่าจะแวะไปเอาเสื้อผ้าที่บ้านจียงด้วย



“ขอบคุณนะฮะที่มาส่ง แน่ใจนะว่าไม่ลืมอะไร”

“ไม่แล้วล่ะ”

“งั้นขับรถดีๆ นะฮะ โชคดีนะฮะ”

“จียง” ซึงฮยอนตัดสินใจถามออกไปทั้งที่ไม่มั่นใจความรู้สึกของตัวเองด้วยซ้ำ “ไว้นายว่างๆ เราเจอกันอีกได้ไหม”

“งานผมจบแล้วนะฮะคุณซึงฮยอน เราสองคนก็ควรจะปล่อยมันไป เหมือนที่คุณอารึมเธอปล่อยทุกอย่างไปเหมือนกันนะฮะ”



ร่างสูงตัดใจไม่ถามต่อแต่โบกมือลาและขับรถออกจากบ้านจียงโดยมีเจ้าของบ้านมายืนส่ง ตาคมมองจียงผ่านกระจกมองหลังจนลับตา



ใช่ ... ระหว่างเขากับจียงก็คงจบแค่นี้จริงๆ





























END





























Epilogue









แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้องนอนปลุกให้ซึงฮยอนตื่นขึ้นมาโดยไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก หลังจากเหตุการณ์แปลกๆ ทั้งหมดในห้องจบลง เขาก็พบว่าตัดสินใจไม่ผิดเลยที่มาอยู่ที่นี่ ห้องนี้บรรยากาศดีและค่อนข้างเงียบทั้งที่เป็นห้องคอนโด เพื่อนข้างห้องอย่างคุณซึงรีที่บังเอิญเจอกันในลิฟต์ก็มักจะชวนคุยให้เขาหัวเราะอยู่บ่อยๆ



ซึงฮยอนอยู่ที่นี่มาได้ปีกว่าแล้ว



ร่างสูงลุกจากเตียงไปทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำ แล้วเดินออกมาชงกาแฟ เช้าวันเสาร์แบบนี้เขาไม่ต้องเร่งรีบไปไหน เลยมีเวลาลุกขึ้นมาทำกาแฟดื่ม ตาคมมองไปหาเจ้าตัวป่วนที่วิ่งเข้าครัวมาพันแข้งพันขา



“เอาอะไรโจลี่ มาป่วนอะไรเนี่ย”



ซึงฮยอนลูบหัวหมาชาไป่ตัวเล็กที่เริ่มกัดชายกางเกงนอนและอุ้มเจ้าตัวปัญหาไปที่กรงที่กั้นไว้เป็นสัดส่วน คิ้วเข้มขมวดเป็นปมและมองหน้าโจลี่ที่พยายามแลบลิ้นมาเลียหน้า



“น้ำก็มี อาหารก็มี มากวนเอาอะไรเนี่ย หืม”



เสียงประตูหน้าห้องเปิดและปิดทำให้ซึงฮยอนวางหมาตัวเล็กลงในกรง คนที่เพิ่งมาใหม่เดินพ้นมุมห้องนั่งเล่นเข้ามาในครัวและยิ้มกวนๆ ตามเคย



“ทำไมตื่นเช้าจังฮะ โจลี่กวนเหรอ”

“เปล่า ฉันตื่นมาชงกาแฟ แต่โจลี่วิ่งไปเรียกในครัว นึกว่าไม่มีน้ำเลยมาดูน่ะ นายล่ะไปไหนมา”



คนที่เพิ่งมาไม่ตอบแต่ยกถุงกระดาษที่มีตราร้านเบเกอร์รี่ร้านโปรดให้ซึงฮยอนดู ร่างสูงเดินไปโอบเอวคนตัวบางไว้หลวมๆ ก่อนจะขยี้ผมอีกฝ่าย แม้ว่าจะไม่ใช่ผมสีบลอนด์เหมือนเมื่อตอนที่เจอกัน แต่ผมสีดำตอนนี้ก็ยังนิ่มเหมือนเดิมอยู่ดี



“ชงกาแฟให้หน่อยสิฮะ ขอคาปูชิโน่ฟองนมเยอะๆ เดี๋ยวไปอาบน้ำก่อน ปั่นจักรยานมา เหงื่อท่วมเลย”

“ได้ขอรับ นายท่าน”



ชเวซึงฮยอนล้ออีกฝ่ายเล่นก่อนจะเดินเข้าครัวไปล้างมือและกดเครื่องชงกาแฟให้คนตัวผอมที่เดินเข้าไปในห้องนอน ที่จริงเขาดื่มกาแฟดำ แต่เพราะอีกฝ่ายชอบกินกาแฟใส่นม ซึงฮยอนเลยซื้อเครื่องทำกาแฟเครื่องใหม่ที่ทำฟองนมได้ด้วยมาไว้ให้โดยเฉพาะ



มือแข็งแรงจัดครัวซอง กับมัฟฟินกล้วยหอมใส่จานและยกไปวางที่โต๊ะก่อนจะกลับมาจัดการทอดแฮมกับไข่ดาว และเตรียมสลัดผักใส่ชามแก้วไปวางบนโต๊ะกินข้าว จังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายเดินเช็ดผมออกมาจากห้อง



“โอ้โห! มื้อเช้ามาเต็มมาก”

“แน่นอน มานั่งเร็วสิ”



ร่างบางพยักหน้าและเดินมาลงมือจัดการมื้อเช้าโดยไม่อิดออด ตั้งแต่จัดการเรื่องแปลกๆ ในห้องเสร็จแล้ว เขาไม่นึกว่าตัวเองจะกลับไปหาจียงอีก แต่สุดท้ายก็กลับไปและเด็กหนุ่มที่มีสัมผัสพิเศษ แต่มีอาชีพหลักเป็นติวเตอร์คนนี้ก็ขนข้าวของบางส่วนมาทิ้งไว้ พร้อมกับลูกหมาตัวเล็กที่เพิ่งซื้อมาด้วย



“กาแฟอร่อยจัง”



จียงพูดหลังจากจิบกาแฟในแก้วของตัวเองและมองข้ามไหล่ซึงฮยอนออกไปที่นอกระเบียง เงาจางๆ ชายวัยกลางคนที่มีเลือดอาบตั้งแต่ศีรษะจนถึงกลางลำตัวยืนงงๆ อยู่ที่ระเบียงนอกห้อง เด็กหนุ่มเกือบเผลอกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย เพราะเมื่อกี๊ปั่นจักรยานผ่านสี่แยกและมีอุบัติเหตุรถชน



ดันบังเอิญไปสบตากับวิญญาณของคนตายที่ยืนงงๆ อยู่ในที่เกิดเหตุจนได้



“มีอะไรหรือเปล่าจียง”



ซึงฮยอนเอ่ยถามเพราะเห็นคนที่นั่งตรงข้ามทำหน้าแปลกๆ แต่จียงส่ายหน้าและก้มลงจิบกาแฟต่อ ฟองนมขาวนวลเกาะอยู่บนริมฝีปากสีแดงสด จนคนมองต้องหัวเราะออกมา



“ขำอะไรฮะ”

“ก็กินยังไงฟองนมเลอะปากเนี่ย”



มือแข็งแรงเอื้อมจะเช็ดให้ แต่ควอนจียงคว้ามืออีกฝ่ายไว้ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่วิญญาณที่จียงเห็นอยู่คนเดียวค่อยๆ ทะลุผ่านกระจกเข้ามา ร่างบางยิ้มหวานก่อนจะบอกอีกฝ่ายกวนๆ



“ไม่ต้องเช็ดหรอกฮะ คราวก่อนตอนกินเบียร์เลอะก็เช็ดให้แล้ว”

“แล้วจะให้ทำยังไง” ซึงฮยอนยกยิ้มเมื่อรอยวิบวับในตาของอีกฝ่าย

“มอร์นิ่งคิส เป็นไงฮะ”



ชเวซึงฮยอนไม่ตอบแต่ริมฝีปากหยักทาบทับและเล็มฟองนมออกจากริมฝีปากนุ่มนิ่มอย่างอ่อนโยน มือข้างหนึ่งของจียงแตะอยู่ที่จี้รูปพระอาทิตย์ที่ใส่อยู่ตลอด และแอบหรี่ตามองวิญญาณที่ตามมานั้นค่อยๆ สลายไปกับแสงแดดที่เริ่มแรงกล้าขึ้นทุกที



.



.



.



ที่จริง .... มอร์นิ่งคิส ก็ไม่เลวเลยนะ





































Talk …… มาแล้วค่ะ T_T มาต่อจนจบแล้ว ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอดนะคะ หวังว่าจะสนุกสนานกันน้า ^^ ขอบคุณมากค่า
MyRoommateIsGwishin TB:0 CM:2 admin page top↑
Fic : Masquerade [3/....]
2015 / 04 / 07 ( Tue ) 21:32:05
Fic : Masquerade [3/....]

Paring : TempG, WINNER

Rating : PG17

A/N : What goes around, comes around










‘จียงอา ...’

เสียงกระซิบทำให้ต้องค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงง ใบหน้าของลีจูยอนแม้จะดูซีดเซียวแต่ก็ยังอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง ทั้งที่ไฟในห้องนอนปิดสนิท แต่จียงก็ยังเห็นหน้าของแม่จากแสงนอกหน้าต่างที่ลอดผ้าม่านเข้ามา

‘แม่ต้องไปแล้ว ดูแลตัวเองดีๆ นะลูก’
‘แม่จะไปไหนฮะ’
‘นอนต่อนะ ต่อไปต้องเข้มแข็งไว้นะลูก’

ริมฝีปากอุ่นของแม่แนบลงตรงหน้าผากและลูบหลังเบาๆ ให้หลับเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้จียงสะดุ้งตื่นและเบิกตามองเพดานห้องนอนด้วยความตกใจ เขากระพริบตาอยู่หลายหนจนตั้งสติได้ว่าตัวเองไม่ใช่เด็ก 10 ขวบในความฝัน แต่เป็นชายหนุ่มอายุ 27 และแม่ของเขาก็หายไปร่วม 20 ปีแล้ว

บ่อยครั้งที่จียงนึกถึงเรื่องราวในฝันเมื่อครู่ เขาบอกทุกคนในเช้าวันที่แม่หายตัวไปว่าเมื่อคืนนี้แม่เข้ามาหาที่ห้อง แต่เมื่อตำรวจมาตรวจหารอยนิ้วมือของแม่ กลับไม่มีหลักฐานอะไรที่จะเชื่อมโยงกับเรื่องที่เขาเล่า พ่อจึงสรุปว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน

แต่ทำไมเขาถึงฝันถึงเหตุการณ์นี้ซ้ำๆ

ร่างบางลุกขึ้นมาจากเตียงและเปิดไฟจนสว่างทั้งห้อง นาฬิกาบอกเวลาเกือบตีสี่แต่เขากลับนอนต่อไม่ได้ น้ำดื่มเย็นเฉียบจากตู้แช่ออกมาดื่มพลางทบทวนความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง บางทีที่ฝันเรื่องนี้อาจจะเป็นเพราะว่ามีคนแฮ็กเว็บไซต์ของบริษัทและใส่เรื่องแม่ของเขาลงไป

ตอนเป็นเด็กจียงเชื่อว่าจะต้องตามหาแม่เจอ แต่เมื่อเวลาผ่านไปจากวัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน และเป็นปี ความหวังทั้งหมดที่มีก็จางหายไป ทว่าในใจลึกๆ เขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่าแม่มีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง เพียงแต่ตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าแม่หนีไปเพราะอะไร และหนีไปกับใคร

แต่เขาเคยเชื่อ และยังเชื่อว่าพ่อเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่หนีไป

น้ำเย็นเฉียบในขวดถูกดื่มจนหมด แต่ความคิดเรื่องแม่ที่คิดวนเวียนอยู่กลับเป็นเรื่องที่สลัดไม่หลุด เขาเคยได้เบาะแสมาว่า พ่อเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตการก่อสร้างของรัฐบาลโครงการหนึ่งจนเกือบจะถูกสอบสวน แต่แม่ของเขาไม่น่าจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะที่ผ่านมา จียงจำได้ว่าแม่เป็นแค่แม่บ้านที่ใช้ชีวิตไปกับการดูแลลูกและสะสมงานศิลปะ

ยิ่งมองไปทางไหน ยิ่งเจอแต่กำแพง

ควอนจียงถอนใจ พลอยไปนึกถึงเรื่องที่ซึงรีจัดการเอาเงินพันล้านวอนที่พ่อให้ซึงรีจัดการเอาออกจากบริษัทไป ตอนแรกเขาคิดว่ามันจะไปจบที่มูลนิธิลีจูยอน แต่ซึงรีบอกว่าทั้งหมดมันเสี่ยงเกินไป หัวหน้าฝ่ายบัญชีเลยจัดการตกแต่งตัวเลขและกระจายออกไปที่บัญชีต่างประเทศ

‘เงินพวกนี้เป็นหลักประกันชีวิตเรา’

คำพูดของพ่อมักจะทำให้จียงยิ้มเยาะอยู่เสมอ ตอนที่เขายังเป็นเด็ก พ่อไม่ได้เป็นนักธุรกิจใหญ่โตนัก แต่หลังจากลงทุนถูกจุด ธุรกิจของพ่อก็เฟื่องฟูขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง เขาไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองเปลี่ยนไปจากลูกชายเจ้าของบริษัทมาเป็นลูกชายเจ้าของธุรกิจใหญ่ของประเทศนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่

มารู้ตัวอีกที ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว

จียงถอนใจอีกหนและตัดสินใจไปวิ่งออกกำลังกาย กว่าจะเสร็จก็คงได้เวลากินมื้อเช้าพอดี แถมวันนี้เป็นวันเสาร์ พี่ดามีจะต้องพายูรามาเล่นกับคุณตาทั้งวัน เขาเองก็ไม่ควรจะออกไปไหน เพราะว่าพ่อกำลังอารมณ์ไม่ดี การไม่อยู่ให้พ่อเห็นหน้าอาจจะเป็นเป้าให้พ่อหันมาระบายความโกรธใส่

ก็นั่งๆ นอนๆ ทำเป็นลืมๆ ไปเดี๋ยวเดียวก็หมดวันแล้ว จียงปลอบใจตัวเอง

ยูราหัวเราะเสียงใสเมื่อเล่นน้ำอยู่ในส่วนที่ตื้นที่สุดของสระว่ายน้ำกับแทรา วันนี้พี่ดามีมาถึงแต่เช้า เอาอกเอาใจจนควอนชอนจุลอารมณ์ดีขึ้นกว่าเก่า และยอมมานั่งกินบาร์บีคิวกับลูกๆ ระหว่างที่หลานสาวคนเดียวเล่นน้ำกับลูกเลี้ยง จียงรู้ว่าพี่ดามีเลี่ยงจะพูดถึงเรื่องแม่ และทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้ผู้เป็นพ่อ ด้วยความที่เป็นผู้หญิงช่างเอาใจ ทำให้บรรยากาศวันนี้ไม่ตึงเครียดเหมือนที่เป็นมาตลอด

“คุณคะ เรื่องที่จะส่งฮันนาไปอเมริกาหลังจากที่จบมัธยมปลายแล้ว คุณคิดว่ายังไงคะ”

จียงเห็นหางคิ้วของพี่ดามีกระตุกหน่อยหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงของคุณฮันนา แต่สีหน้าของพี่สาวเปลี่ยนเป็นปกติอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครสังเกต เพราะคุณฮันนามัวแต่จ้องหน้าควอนชอนจุล และแทราก็เล่นน้ำอยู่กับยูราไกลเกินกว่าจะได้ยิน เขารู้ดีว่าพี่ดามีไม่เคยยอมรับภรรยาคนนี้ของพ่อ และรู้สึกว่าแม่ลูกคู่นี้เป็นภาระด้วยซ้ำ

“แล้วแทราสมัครเข้ามหาวิทยาลัยไหนหรือยัง”

ควอนชอนจุลถามเบาๆ และนั่งมองหลานสาวกรี๊ดกร๊าดกับลูกเลี้ยง คุณฮันนาจึงรุกต่อเพื่อให้ได้คำตอบที่แน่ชัดต่อหน้าลูกทุกคนของสามี

“ก็ยังค่ะ ฉันอยากส่งแกไปเรียนภาษาให้ดีก่อน แล้วค่อยส่งเข้ามหาวิทยาลัย เรียนด้านเศรษฐศาสตร์หรือบัญชีดีไหมคะ จบมาแล้วจะได้ช่วยงานคุณได้”

ควอนดามีหัวเราะคิกทันทีที่คุณฮันนาพูดจบทำให้สีหน้าของแม่เลี้ยงเปลี่ยนทันที แต่พี่สาวของจียงก็กลบเกลื่อนว่ากำลังขำลูกสาวที่ทำหน้าตลกๆ ตอนเล่นกับแทรา ส่วนจียงก็ได้แต่รักษาสีหน้าเรียบๆ ไม่แสดงออกว่ารู้สึกอย่างไร แต่เขารู้คำตอบของพ่อแล้ว คุณฮันนาคงอยากเอาใจพ่อเขาจนลืมไปว่า ลูกสาวของตัวเองไม่ถนัดในการเรียนสายที่พูดมาเลยสักนิดเดียว

“ให้เจ้าตัวเขาเลือกเองก็แล้วกัน” ควอนชอนจุลตัดบท “เลือกแบบที่อยากเรียน อะไรก็ได้ที่เขาถนัด ที่บริษัทมีคนช่วยงานถมเถไป ฉันจะเลี้ยงแทราไว้เฉยๆ สักคนก็คงไม่เป็นไรหรอก อีกอย่างถ้าเจ้าตัวเขาไม่อยากไปเมืองนอก ก็ให้เรียนในเกาหลีนี่ก็ได้ อยากให้เก่งภาษาก็ลงเรียนหลักสูตรนานาชาติไป”
“ใจฉันก็ไม่อยากรบกวนคุณหรอกนะคะ แต่สงสารแทรา ฉันอยากให้แกได้เรียนดีๆ เหมือนคนอื่น”

คนอื่นที่คุณฮันนาว่าแอบสบตากันอย่างรู้ทันแล้วเมินหน้าหนีกันไปอย่างรวดเร็ว ทำไมจียงจะไม่รู้ว่าคุณฮันนาต้องการให้ลูกสาวได้ไปเรียนเมืองนอกเหมือนเขากับพี่ดามี แต่ดูเหมือนวันนี้ขีดความอดทนของพี่สาวเขาจะลดต่ำเต็มที จียงจึงได้ยินเสียงพี่ดามีพูดอย่างนุ่มนวล

“งั้นคุณฮันนาลองให้แทราสอบชิงทุนของมูลนิธิปีนี้ดูไหมคะ ถ้าสอบได้ก็จะได้ทุนเต็มไปเรียนที่ไหนก็ได้”

ควอนจียงเกือบกลั้นยิ้มไม่อยู่เมื่อได้ยินคำพูดของพี่ดามี พี่สาวของเขาอาจจะดูใจดีและอ่อนโยน แต่ก็รู้จังหวะและรู้จุดที่จะเคาะเสี้ยนตำใจแม่เลี้ยงอย่างไร้ความปราณีเสมอ ทุกคนในบ้านรู้ดีเรื่องผลการเรียนของแทรา ดังนั้นการผลักดันให้ลูกเลี้ยงของพ่อไปสอบชิงทุนก็เหมือนบังคับให้ไปคว้าพระจันทร์มาให้ สีหน้าของคุณฮันนาจึงกระด้างขึ้นอย่างชัดเจน แต่พี่ดามียังคงยิ้มอ่อนโยนเหมือนทุกครั้ง จนสุดท้ายพ่อของเขาต้องเป็นฝ่ายตัดบทเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายไปมากกว่านี้

“ให้แทราไปดูมาแล้วกันว่าอยากเรียนอะไร แล้วมาบอกเลขาฮันให้เขาจัดการให้” ควอนชอนจุลพูดอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันไปหาลูกสาว “แล้วเรื่องยายหนูของเรานี่ลูกจะว่ายังไง ดูโรงเรียนไว้หรือยัง”
“ดูโรงเรียนเก่าของหนูกับจียงนี่แหละค่ะ มีสอนชั้นอนุบาลจนถึงมัธยม แถมเด็กที่จบมัธยมปลายก็เข้ามหาวิทยาลัยกลุ่ม Ivy league ได้หลายคน หนูก็เลยอยากส่งยูราไปเรียน แต่คุณดงฮยอนกลัวว่าลูกจะอ่อนภาษาเกาหลีเพราะเรียนเป็นอังกฤษแต่เล็ก เลยคิดกันว่าอาจจะให้เรียนภาษาเกาหลีเพิ่มด้วย”
“ก็ดี โรงเรียนของลูกน่ะใช้ได้เลยล่ะ พ่อเห็นด้วย ครูที่สอนภาษาเกาหลีเดี๋ยวพ่อจะถามเพื่อนๆ ให้ น่าจะมีคนรู้จักครูดีๆ อยู่หลายคน เลือกคนที่สอนเก่งที่สุดมาสอนยายหนูได้เลย”

ควอนดามีพยักหน้ารับอย่างสดใสพลางส่งแก้วเครื่องดื่มของพ่อให้จียงไปเติมให้ ลูกชายคนเล็กของควอนชอนจุลรับไปโดยไม่อิดออด และเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าเย็นเฉียบเป็นแผ่นน้ำแข็งของคุณฮันนาแล้ว เขาก็รู้ว่าเดี๋ยวแทราคงจะโดนแม่อาละวาดเอายกใหญ่แน่ๆ

เด็กน่าสงสาร จียงได้แต่คิดในใจ



เปโดรไม่เคยทำให้ซึงฮยอนผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาได้ยินชื่อเปโดร ปาสคาลมาตั้งแต่ยังเล็ก พ่อของเขาเคยเล่าว่าเป็นผู้อุปการะเด็กผู้ชายชาวชิลีคนหนึ่งให้ได้เรียนจนจบมหาวิทยาลัยในอเมริกา ผู้ชายคนนั้นแก่กว่าเขาหลายปี และตอนนี้ก็เรียนจบมาทำธุรกิจด้านการเงิน

พ่อเคยสัญญาว่าจะแนะนำให้เขารู้จักเปโดรตอนที่พาไปเที่ยวอเมริกา

แต่พ่อเขาก็รักษาสัญญาอะไรไว้ไม่ได้สักอย่างเมื่อถูกจับเข้าคุก ตอนนั้นเขาอายุ 11 ขวบ ถูกส่งเข้าไปอยู่ในบ้านเด็กกำพร้าฮันพยอล ตามกฎของบ้านเด็กกำพร้าเขาจะต้องมีผู้อุปการะหรือไม่ก็จะต้องถูกส่งตัวไปอยู่สถานรับเลี้ยงที่ดูแลเด็กวัยรุ่นเมื่ออายุครบ 12 ปี แต่เปโดรปรากฏตัวขึ้นมาก่อนวันเกิดปีที่ 12 ของเขา

และชีวิตของเขาก็พลิกผันไป

เปโดรก้าวเข้ามาในชีวิตเขาและทำหน้าที่ดูแลทุกอย่างแทนพ่อ กลายเป็นพี่ชายที่เขาไม่เคยมี และเปโดรนี่เองที่เปิดเผยให้เขารู้ว่าพ่อของเขาเตรียมตัวไว้พร้อมแค่ไหนหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เงินก้อนโตที่พ่อถ่ายเทออกไปไว้ในชื่อเปโดรตลอดหลายปีถูกรักษาไว้ให้เขาเป็นอย่างดี

“คิดอะไรอยู่”

เสียงของอีกฝ่ายถามเมื่อเห็นว่าซึงฮยอนดูเหม่อลอย ข้อมูลทางการเงินที่เป็นชั้นความลับสูงสุดของตระกูลควอนมาอยู่ในมือของชเวซึงฮยอนด้วยเส้นสายของเปโดรเอง แต่ดูเหมือนคนที่อยากได้มันนักหนาจะไม่ตื่นเต้นเท่าที่ควร

“เปล่า” ซึงฮยอนปฎิเสธก่อนจะดึงความสนใจกลับมาที่งาน “เราจะจัดการเปิดโปงยังไงดีให้เห็นว่าธุรกิจของบ้านนี้มันมีนอกมีใน”
“ไม่ยากนะ แต่ก็ไม่ง่ายเท่าไหร่ อาจจะต้องเริ่มที่บริษัทเล็กๆ ในเครือก่อน”
“ถ้าเป็นมูลนิธิล่ะ”
“อาจจะยากหน่อย องค์กรไม่แสวงหากำไรมีช่องโหว่จะเอาไว้แก้ตัวเยอะ”
“งั้นดูจะยากจริง”

ซึงฮยอนพูดอย่างหัวเสีย แต่คนที่ทำงานในวงการตลาดเงินอย่างเปโดรรู้ และเห็นวิธีทำให้คนจนเป็นเศรษฐี แล้วพลิกเศรษฐีให้สิ้นเนื้อประดาตัวมามาก เปโดรจึงได้แต่หัวเราะเมื่อลูกชายของผู้มีพระคุณดูหงุดหงิดที่เรื่องทุกอย่างช้ากว่าใจนึก

“ใจเย็นๆ สิ ไม่เห็นข่าวล่าสุดหรือไง”
“ข่าวอะไร”
“ก็ข่าวประมูลโครงการทำอุโมงค์ลอดใต้ถนนไง จะเป็นยังไงนะ ถ้าเกิดมีคนส่งข้อมูลเรื่องทุจริตโครงการนี้ โยงไปจนถึงคนในรัฐบาลกับบริษัทก่อสร้างใหญ่”
“เรามีข้อมูลเหรอ” ตาคมเป็นประกายวาววับ “เรามีใช่ไหม”
“ก็บอกแล้วว่าให้ใจเย็นๆ”

เปโดรยิ้มกวนๆ อย่างที่ชอบทำทุกครั้ง มือแข็งแรงกดเปิดไฟล์เอกสารในแลปทอปเครื่องบางตรงหน้า รายงานหลายแผ่นดูเผินๆ เหมือนปกติทุกอย่าง แต่ท้ายเอกสารมีรายงานสอบราคากลางของตลาด และอธิบายถึงตัวเลขที่หายไปในโครงการนี้ ชเวซึงฮยอนรู้สึกว่าก้อนเนื้อในอกเต้นอย่างรุนแรงเมื่อเห็นโอกาสอยู่ตรงหน้า

“ส่งให้สำนักข่าวเลยดีไหม เดี๋ยวให้พวกเด็กๆ ไปจัดการ”
“ยังก่อน” เปโดรปรามเสียงเบา “ให้เขาเริ่มลงมือ ลงทุนไปก่อนซักนิดแล้วเราค่อยเริ่ม”
“ตกลงตามนี้”

ร่างสูงหยิบแก้วไวน์ส่งต่อให้เปโดรและจิบไวน์ในแก้วของตัวเอง สิ่งที่หวังไว้มาตลอดคือการได้เห็นครอบครัวของควอนชอนจุลเสียทุกอย่างไปเหมือนที่เขาเคยเสียกำลังเป็นรูปเป็นร่าง บัลลังก์ที่ฝ่ายนั้นสร้างไว้กำลังโยกคลอนช้าๆ โดยที่คนที่นั่งอยู่ไม่ทันระวังตัวด้วยซ้ำ

โทรศัพท์มือถือที่วางไว้มีสายเรียกเข้าเป็นชื่อ ควอนจียง

เพราะปิดเสียงและการสั่นเตือนไว้จึงมีแต่เพียงภาพหน้าจอที่กระพริบถี่ๆ เปโดรหันมองเขาและส่งสายตาถาม แต่ซึงฮยอนกลับปล่อยให้สายตัดไปเฉยๆ ในเมื่อมีหลักฐานใกล้เข้าไปถึงครอบครัวนี้ทุกที เขาคงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเข้าไปพัวพันกับจียงมากกว่านี้

หน้าจอโทรศัพท์มีข้อความขึ้นเตือน และมันอาจจะเป็นการตัดสินใจผิดพลาดของเขาที่ตั้งค่าให้มันแสดงข้อความด้วย ถ้าตัวอักษรบนหน้าจอมีเสียง มันอาจจะเป็นเสียงเบาๆ อ่อนๆ เหมือนอย่างที่จียงเคยพูดตอนที่นอนคุยกันบนเตียง

‘ไม่ว่างเหรอ ผมอยากเจอคุณ’

โชคดียังเป็นของเขาเพราะเปโดรพูดเกาหลีได้ก็จริง แต่อ่านไม่ได้ ซึงฮยอนคว้ามือถือมาเก็บใส่กระเป๋ากางเกงโดยทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับสายตาที่เปโดรมองมา อีกฝ่ายไม่พูดอะไรต่อนอกจากเปิดข้อมูลอีกหลายอย่างที่เตรียมไว้ให้มาให้ดู ซึงฮยอนเห็นช่องโหว่มากมายในบริษัทเล็กบริษัทน้อยของ KCJ Group

แค่ค่อยๆ ปล่อยให้น้ำทะลักเข้าไปในช่องโหว่พวกนั้น สุดท้ายคนที่ติดอยู่ข้างในก็คงหนีไม่รอด



จียงรู้สึกหดหู่ในใจจนบอกไม่ถูก หลายวันมานี้เขาไปทำงาน ใช้ชีวิตตามปกติ แต่กลับรู้สึกเหมือนช่องว่างในใจที่ปิดเอาไว้นานแล้วถูกเปิดออกอีกครั้ง เรื่องแม่ของเขากลายมาเป็นประเด็นที่คนพูดถึงในอินเตอร์เน็ตต่อเนื่องอยู่หลายวัน แม้ว่าจะจ่ายเงินไล่ลบไปมากมาย แต่ก็ยังคงเหลือบทความพวกนั้นอยู่ดี

บางคนวิพากษ์วิจารณ์ไปไกลจนถึงว่า แม่ของเขาตายไปแล้ว

เรื่องนี้ทำให้จียงรู้สึกขมขื่นอย่างห้ามไม่ได้ เขายังคงเชื่อมั่นว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่ และพยายามผลักความน่าเชื่อถือเรื่องที่แม่ตายแล้วออกไปจากใจมาตลอด แม้จะรู้ดีว่าถ้าพูดเรื่องนี้กับพี่ดามี พี่สาวคงจะช่วยปลอบใจและทำให้เชื่อมั่นในตัวเองได้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่เขาก็ไม่อยากพูดมันออกไป

จียงไม่อยากเป็นน้องชายที่อ่อนแอคนนั้นของพี่ดามีอีกแล้ว

เครื่องดื่มรสเข้มถูกยกขึ้นจิบ รสของมันขมน้อยกว่าความเจ็บปวดในใจ จียงเกลียดตัวเองในยามที่อ่อนแอแบบนี้ เพราะว่าความทรงจำทั้งหมดจะย้อนกลับมาเหมือนม้วนฟิล์มที่ถูกคลี่ออก ตอนนั้นเขาอายุแค่ 10 ขวบ ในขณะที่พี่ดามีอายุ 15 ปี พี่สาวของเขารับมือกับสถานการณ์รอบตัวได้ดีกว่า รวมทั้งปกป้องน้องชายที่กำลังขวัญเสียอย่างเต็มที่ และที่สำคัญที่สุดพี่สาวของเขารับมือกับบรรดาผู้หญิงของพ่ออย่างเยือกเย็นมาตลอด

จียงเพียงแต่รู้สึกว่าอยากปกป้องพี่ดามีบ้าง หลังจากที่เป็นคนที่ได้รับการปกป้องมาตลอด

ร่างบางยิ้มเยาะตัวเองอย่างขมขื่นแล้วยกเครื่องดื่มในแก้วขึ้นดื่มจนหมด มุมชั้นบนโซนวีไอพีของร้านทำให้ผู้คนไม่พลุกพล่าน และไม่มีใครมากวนใจให้หงุดหงิด จียงเปิดขวดทรงเตี้ยและรินน้ำสีอำพันใส่แก้วอีกหน พลางคิดในใจว่าถ้าเมาจนขับไม่ไหวก็จะโทรเรียกคนขับรถให้ไปส่งที่บ้าน

ตอนนี้เขาไม่อยากเจอหน้าใครทั้งนั้น เพราะคนที่เขาอยากเจออย่างซึงฮยอนก็ไม่รับโทรศัพท์ และไม่ยอมอ่านข้อความที่เขาส่งไปหา จียงไม่ใช่คนง้อใครเก่งนัก ถึงได้ไม่คิดจะโทรหรือส่งข้อความไปซ้ำสอง

“ดื่มคนเดียวนี่มักจะเป็นการดื่มแก้กลุ้มใช่ไหม”

เสียงทุ้มของคนที่เข้ามาทักทำให้ก้อนเนื้อในอกของจียงเต้นแรง รอยยิ้มน้อยๆ บนริมฝีปากหยักและประกายวิบวับในดวงตาของคนที่เขาอยากเจอทำให้แสงไฟสลัวในคลับดูสว่างขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

“นั่งก่อนไหม”

จียงไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าปลายเสียงของตัวเองอ่อนลงแค่ไหน ทั้งที่เคยพยายามจะผลักคนคนนี้ให้ออกห่างจากตัวให้มากที่สุด แต่กลายเป็นว่าชเวซึงฮยอนกลับเป็นคนที่เขาคิดถึง และอยากเจอมากที่สุดในยามอ่อนแอ ทั้งที่แทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคนคนนี้เลยด้วยซ้ำ

“จะไม่นั่งได้ยังไง ในเมื่อคุณบอกว่าอยากเจอ”

น้ำเสียงของชเวซึงฮยอนมีร่องรอยของความขบขันอยู่เต็มเปี่ยม แต่ก็นั่งลงข้างๆ อย่างไม่อิดออด แก้วใสอีกใบถูกนำเข้ามาอย่างรวดเร็วเมื่อจียงยกมือเรียกบริกร ซึงฮยอนเห็นรอยเลือดฝาดบนข้างแก้มของอีกฝ่าย และเมื่อมองปริมาณเครื่องดื่มที่เหลือในขวดก็ไม่ค่อยแปลกใจนัก

“ทำไมถึงออกมาดื่มคนเดียวละครับ”
“ก็เบื่อ ส่งข้อความไปหาใครก็ไม่มีใครตอบ” จียงเคาะอีกฝ่ายเบาๆ แต่ยอมรินเหล้าให้ “ไม่อยากอยู่บ้าน แต่ก็ไม่อยากคุยกับใคร”
“นอกจากผม”

คิ้วเข้มเลิกขึ้นเหมือนจะล้อเลียน แต่จียงไม่โกรธเลยสักนิด เขาต้องการแค่เพื่อนคุย แค่ใครสักคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขามากไปกว่าที่เขาอยากให้รู้

“พอเถอะ” มือแข็งแรงดึงแก้วเหล้าออกจากมือของจียง “กลับกันดีกว่า”
“แต่ว่า ...”
“กลับกันเถอะครับ”

ชเวซึงฮยอนพูดเบาๆ และเรียกหาบริกรมาจัดการค่าใช้จ่าย จียงเห็นอีกฝ่ายกรีดธนบัตรใหม่เอี่ยมจากในกระเป๋าลงในถาดเงินใบเล็กโดยไม่สนใจรอเงินทอน ซึงฮยอนไม่ได้จูงมือเขาเหมือนที่พวกผู้หญิงชอบให้ทำ แต่ปลายมือของอีกฝ่ายแตะอยู่ที่ข้อศอกตลอดทางเดินจนกระทั่งมาถึงลานจอดรถ

เด็กหนุ่มที่มารอขับรถให้ซึงฮยอนยังเป็นซึงฮุนเหมือนเคย ครั้งนี้จียงส่งยิ้มจางๆ ให้เด็กหนุ่ม และอีกฝ่ายก็โค้งรับก่อนจะช่วยเปิดประตูรถให้ จียงรู้สึกเหมือนโลกหมุนเมื่อมานั่งอยู่ในรถ ความวิงเวียนนั้นทำให้ต้องหลับตาลงแต่ก็ยังได้ยินเสียงทุ้มๆ แว่วมา

“กลับบ้านนะซึงฮุน”

ร่างบางเอนซบแขนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ชเวซึงฮยอนขยับตัวจัดท่าทางให้จียงพิงอยู่กับไหล่ แต่ตอนนั้นเขาลืมตาไม่ขึ้นเสียแล้ว รับรู้แต่เพียงว่ามือข้างซ้ายมีมืออบอุ่นกุมเอาไว้หลวมๆ



แทราเกลียดตัวเองที่เป็นคนไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่างเดียว หลายวันมานี้จองฮันนาอาละวาดเอากับเธอทุกวัน ทั้งเรื่องผลการเรียน เรื่องความก้าวหน้าในการเรียนเปียโน แม้กระทั่งการเลือกเสื้อผ้ามาใส่ประจำวันก็ยังทำให้แม่ไม่พอใจ เธอไม่รู้ว่าวันเสาร์ที่ผ่านมาแม่ไปพูดอะไรกับพ่อเลี้ยง แต่รู้ว่าหลังจากที่คุณดามีกลับไปวันนั้น แม่ก็เอาแต่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

วันนี้จองฮันนาอาละวาดเมื่อลูกสาวเล่นเปียโนผิดพลาดหลายครั้ง สุดท้ายก็เรียกคนขับรถให้พาออกไปข้างนอก ทิ้งลูกสาวให้อยู่บ้านคนเดียว เพราะควอนชอนจุลออกไปตีกอล์ฟ และพี่จียงออกไปตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่กลับเข้าบ้าน

ถึงที่โรงเรียนเธอจะมีกลุ่มเพื่อนที่แม่เรียกว่า ‘คนระดับเดียวกัน’ อยู่หลายคน แต่แทราก็ยังรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองเป็นคนที่ไม่มีใครยอมรับ เพราะเธอไม่ใช่คนระดับเดียวกับคนอื่นเหมือนอย่างที่แม่เข้าใจว่าเธอเป็น พวกเพื่อนๆ มักจะจับกลุ่มนัดกันไปไหนมาไหน และเธอก็จะเป็นคนที่เพื่อนลืมชวนอยู่เสมอ

ทั้งที่พยายามไม่คิด และไม่น้อยใจ แต่บางครั้งก็รู้สึกโดดเดี่ยว

เธอรู้ว่าถ้าแม่ออกไปตั้งแต่ตอนบ่ายแบบนี้ กว่าจะกลับมาอีกทีก็คงจะดึก เด็กสาวเลยตัดสินใจเรียกคนขับรถให้พาไปส่งที่บ้านเด็กกำพร้าฮันพยอล เพราะน่าจะมีอยู่ที่นั่นสัก 2 ชั่วโมงก่อนจะปิด พี่คนขับรถทำหน้าหนักใจแต่แทรารับปากว่าจะไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นทีหลังฝ่ายนั้นถึงยอมเอารถออกมาส่ง

ตอนที่เดินเลียบกำแพงไป แทราได้ยินเสียงเด็กๆ เล่นกันโหวกเหวก และเห็นพี่จินอูกำลังเล่นโยนลูกบอลรับส่งกับเด็กๆ ในสนาม แทราใช้บัตรนักเรียนแลกเป็นบัตรผ่านประตูเข้าไปด้านใน พอหนุ่มอาสาสมัครคนนั้นเห็นก็โบกมือทักทายก่อนจะวิ่งมาต้อนรับ

“แทรา มายังไงครับ”
“มากับคนขับรถค่ะ” เด็กสาวยิ้มแหยๆ กลัวว่าจะถูกซัก “เล่นกับเด็กๆ อยู่เหรอคะ ขอเล่นด้วยคนได้ไหม”
“ได้สิครับ เด็กๆ ให้พี่แทราเล่นด้วยนะ”

เด็กๆ ตอบรับคำของจินอูที่ถอยออกไปเป็นผู้นั่งชม ตอนแรกแทราก็รู้สึกเกร็งๆ ที่ต้องมาเล่นรับส่งบอลกับเด็กประถม แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มสนุกสนานกับการรับส่งบอลง่ายๆ และเริ่มหัวเราะไปกับคนอื่น กว่าพี่เลี้ยงจะมาพาเด็กๆ ไปอาบน้ำเตรียมตัวกินอาหารเย็น แทราก็มีเหงื่อเม็ดโตๆ ผุดขึ้นมาตามไรผม

“น้ำเย็นครับ”

คิมจินอูยื่นขวดน้ำกับผ้าขนหนูสะอาดให้เด็กสาวเช็ดหน้า แทรารับมาพร้อมกับเอ่ยขอบคุณ น้ำเย็นเฉียบช่วยให้รู้สึกสดชื่นมากกว่าเก่า ตาเรียวเหลือบเห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยเดินมาเมียงมองเลยรู้ว่าใกล้เวลาบ้านเด็กกำพร้าปิดเต็มที ดูเหมือนจินอูก็รู้เรื่องนี้ดี เพราะหนุ่มอาสามัครมองหน้าแทราแล้วส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน

“แทราต้องรีบกลับหรือเปล่าครับ”
“อืม ...” เด็กสาวมองนาฬิกาข้อมือและชั่งใจ “ยังอยู่ต่อได้อีกชั่วโมงนึงนะคะ”
“งั้นดีเลย”

แทราไม่รู้มาก่อนว่าคำว่าดีเลยของพี่จินอูคือการพามาหยุดอยู่หน้าตู้ขายเค้กในร้านกาแฟใกล้ๆ บ้านเด็กกำพร้าฮันพยอล เด็กสาวยืนลังเลเพราะโดนแม่ดุเรื่องคุมน้ำหนักไปเมื่อวันก่อน แต่คนที่พามากลับยิ้มสดใส

“แทราเอาชิ้นไหนดี เลือกเลย เดี๋ยวพี่เลี้ยงเองครับ”
“คือว่า ...”
“ไม่ต้องเกรงใจนะครับ” แววตาของคิมจินอูวูบไหวไปหน่อยหนึ่งเมื่อเห็นเด็กสาวลังเล อาสาสมัครบ้านเด็กกำพร้าลดเสียงให้ได้ยินกันแค่สองคน “ร้านนี้อาจจะไม่ใช่ร้านแพงๆ แบบที่แทราเคยไปบ่อยๆ แต่เค้กเขาอร่อยมากนะครับ”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะคะพี่จินอู”

เด็กสาวรู้สึกผิดที่ทำให้พี่จินอูรู้สึกไม่ดีเลยตัดสินใจสั่งเครปเค้กมาชิ้นหนึ่งและชาพีชหนึ่งกา สีหน้าของคิมจินอูดีขึ้นเมื่อเห็นเธอตักเค้กเข้าปากไปสองสามคำ แทราจึงส่งยิ้มให้คนที่นั่งจิบชาอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม

“อร่อยมากเลยค่ะพี่จินอู”
“อร่อยก็ทานเยอะๆ เลยนะครับ”
“ที่จริงก็อยากทานเยอะๆ นะคะ แต่ถ้าแม่รู้ล่ะก็ โดนดุแน่ๆ แม่บอกว่าแทราอ้วนเกินไป”
“ไม่เห็นอ้วนเลย” จินอูพูดพลางหัวเราะ “แทราน่ะ ไม่อ้วนหรอก เด็กๆ เดี๋ยวนี้ผอมเกินไปต่างหาก รีบทานให้หมดเร็วครับ เดี๋ยวพี่เดินไปส่งที่รถ”
“ก็ได้ค่ะ”

เด็กสาวพยักหน้ารับและกินเค้กส่วนที่เหลือจนหมดโดยไม่ต่อปากต่อคำ แทรารู้สึกหัวใจพองฟูเหมือนเวลาที่อยู่กับจียง คิมจินอูกับพี่ชายลูกติดพ่อเลี้ยงมีบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกว่าทั้งคู่คล้ายกันเหลือเกิน อาจจะเป็นความอ่อนโยนที่ทั้งคู่มีให้เธอก็ได้ แต่แทรารู้สึกว่าพี่จินอูค่อนข้างเปิดเผยมากกว่าพี่จียง เพราะถึงพี่จียงจะใจดี แต่บางครั้งแทราก็รู้สึกว่าพี่จียงมีบางอย่างในใจ

แทราเดินตามจินอูออกจากร้านไปเงียบๆ ระหว่างที่กลับที่รถ เธอยังเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมง กลับไปถึงบ้านแม่ก็คงจะยังไม่กลับมาและคงไม่รู้ด้วยว่าเธอออกมาข้างนอกโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน แต่ถ้าแม่ถาม แทราคิดไว้แล้วว่าจะอ้างว่าไปเจอเพื่อนที่โรงเรียน เพราะแม่คงจะหมดความสนใจไปเหมือนกับทุกๆ ทีที่รู้ว่าเธอออกไปกับเพื่อนที่แม่พอใจ

“ขอบคุณนะคะพี่จินอูที่เดินมาส่ง”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ พี่ต้องขอบคุณแทรามากกว่าที่แวะมาเล่นกับเด็กๆ” จินอูพูดพร้อมรอยยิ้มสดใส ก่อนโค้งทักทายคนขับรถของแทราอย่างสุภาพ “ไว้คราวหน้าที่บ้านเด็กกำพร้ามีกิจกรรมอะไรอีก พี่จะเชิญแทรากับพี่ชายมานะครับ”
“ได้เลยค่ะ พี่จินอูต้องชวนแทรานะคะ”

เด็กสาวพูดอย่างดีใจ ความรู้สึกที่ว่าตัวเองได้เป็นคนที่มีความหมาย เป็นคนที่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นบ้างค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทุกครั้งที่มาได้มาที่บ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้ แทราแอบตั้งใจเอาไว้เงียบๆ ด้วยซ้ำว่าจะมาเป็นอาสาสมัครเต็มตัวเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ตอนนั้นเธอคงเป็นผู้ใหญ่พอที่จะต่อรองกับแม่ได้

“กลับดีๆ นะครับ”

เสียงจินอูทำให้แทราสลัดความคิดของตัวเองหลุดและส่งยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนขึ้นรถ เด็กสาวยังเปิดกระจกโผล่หน้ามาโบกมือลาจินอูจนกระทั่งรถเลี้ยวมุมถนนไป รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าของจินอูจางหายไปเหมือนถอดหน้ากาก มือขาวเรียวหยิบโทรศัพท์มากดโทรออกและรอปลายสายตอบรับอยู่นานพอดู

“ว่าไงฮะพี่”
“ซึงยูน คุณแทรามาที่บ้านเด็กกำพร้าอีกแล้ว”
“เหรอฮะ เธอเป็นไงบ้าง”
“ก็ดูหงอยๆ เหมือนเด็กที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองน่ะ” จินอูตอบด้วยน้ำเสียงอึดอัด “เหมือนคุณแม่เธอจะคุมอยู่ตลอดเลย”
“ก็คงงั้นฮะ ผมได้ข้อมูลมาเหมือนกันว่าเธอเข้ากับเพื่อนที่โรงเรียนไม่ค่อยได้”
“งั้นเหรอ”
“ฮะ ยังไงพี่ก็ต้องพยายามสนิทกับเธอให้มากขึ้นนะฮะ พี่ก็รู้ว่าพี่ซึงฮยอนคิดว่าอาจจะต้องใช้คุณแทรา”

คิมจินอูเงียบไปเมื่อปลายสายย้ำถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการเข้าไปทำความรู้จักกับจองแทรา เด็กสาวหน้าตาเรียบๆ ที่ดูไม่ค่อยกล้าแสดงออกคนนี้

“พี่ฮะ ฟังอยู่หรือเปล่า”
“ฟังอยู่” จินอูตอบเสียงเบา “เราต้องทำขนาดนี้จริงๆ เหรอซึงยูน พี่ว่าเธอไม่เห็นเกี่ยวด้วยเลยนะ”
“พี่จินอู ผมรู้ว่าพี่ลำบากใจ แต่ถ้าเราไม่มีพี่ซึงฮยอนตอนนั้น เราจะเป็นยังไง”
“พี่รู้ ... แต่พี่แค่สงสาร”

น้ำเสียงของคิมจินอูทำให้คนฟังถอนใจ จินอูรู้ว่าซึงยูนไม่ได้รำคาญที่เขาเป็นคนใจอ่อน อีกฝ่ายก็คงจะนึกสงสารเด็กสาวคนนั้นอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แต่ซึงยูนตัดสินใจตัดบทอย่างเด็ดขาด

“พี่อย่าคิดมากเลยนะฮะ อะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้น มันเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว”
“พี่เข้าใจ แล้วนายเป็นยังไงบ้าง”
“ผมก็ยุ่งๆ นิดหน่อยฮะ ผมต้องดูแลคุณเปโดร พี่ซึงฮยอนเขามีแขกพิเศษ เอาไว้พี่เข้ามาเจอพี่ซึงฮยอนวันไหน เราไปกินข้าวกันนะ”

จินอูหัวเราะออกมาเมื่อเด็กปลายสายพูดถึงของกินสารพัดอย่างที่นึกออก กว่าจะวางสายได้เจ้าน้องตัวแสบก็พูดถึงร้านอาหารไปครึ่งกรุงโซลแล้ว ทั้งที่หัวเราะกับซึงยูนอยู่เมื่อครู่ แต่พอวางสายแล้ว ในใจของจินอูก็ยังหนักอึ้ง เขายังจำแววตาว้าเหว่และสับสนของแทราวันที่เจอกันที่โบสถ์ได้ดี วันนั้นจินอูสวดบทวันทามารีอาเพื่อขอความเมตตาจากพระมารดาของพระเยซูให้มอบความเข้มแข็งให้แทรา

และสวดเพื่ออ้อนวอนขอการให้อภัยสำหรับคนบาปอย่างตัวเขาเองด้วย



ควอนจียงบอกเลขาไว้ว่าจะอยู่บ้านเพื่อแต่ไม่เข้าออฟฟิศหลายวัน ถ้าเอกสารอันไหนด่วนมากก็ให้ส่งให้พี่ดามีเซ็นแทนก่อนได้ เพราะในบริษัทมีคนที่ลงนามในเอกสารได้ 3 คน คือ ควอนชอนจุล ควอนดามี และตัวเขาเอง แถมยังกำชับเลขาสาวว่าให้บอกควอนชอนจุลว่าเขาไปต่างจังหวัด ติดต่อไม่ได้เท่านั้น

เขารู้ว่าไว้ใจเธอได้ในทุกเรื่อง เพราะตั้งแต่ทำงานกันมา เรื่องส่วนตัวของเขาไม่เคยรั่วไหลไปถึงหูใคร

จริงๆ แล้วจียงไม่ได้ไปไหนเลยนอกจากนั่งๆ นอนๆ อยู่ในคอนโดชั้น 28 ของชเวซึงฮยอน ร่างบางใช้เวลาสำรวจอาณาจักรของอีกฝ่ายไปอย่างไม่รีบร้อน จากห้องนอน ไปที่ห้องนั่งเล่น และห้องครัว จียงไม่ปฏิเสธว่าซึงฮยอนมีรสนิยมในการเลือกตกแต่งห้องดีเยี่ยม เพราะเครื่องเรือนสมัยใหม่ถูกจัดให้เข้ากับของตกแต่งที่ดูแล้วว่าเป็นของเก่ามีราคาอย่างกลมกลืน

แต่สิ่งที่จียงสนใจคือห้องนี้เหมือนไม่มีร่องรอยของชเวซึงฮยอนอยู่เลย

จียงพยายามกวาดตามองหารูปถ่ายครอบครัว หรือข้าวของที่บ่งบอกตัวตนของอีกฝ่าย เพราะเป็นเรื่องน่าแปลกไม่น้อยที่จู่ๆ ก็มีเศรษฐีเงินหนาที่ทำตัวค่อนข้างลึกลับโผล่เข้ามาแบบนี้ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา จียงรู้จักเพื่อนในวงสังคมเดียวกัน และพบว่าเพื่อนเหล่านั้นมีสายสัมพันธ์ต่อกันด้วยความเป็นญาติบ้าง เป็นคู่ค้าบ้าง แต่กลับไม่มีใครรู้จักชเวซึงฮยอนจริงๆ เลยว่าเป็นใครมา จากไหน

ตาเรียวมองห้องนั่งเล่นและรู้สึกเหมือนกำลังมองฉากในละคร ทุกอย่างแตะต้องได้ แต่ดูเหมือนไม่มีอยู่จริง

“เหม่อไปถึงไหนแล้ว”

เสียงทุ้มๆ ของอีกฝ่ายดังขึ้นข้างหูทำให้จียงสะดุ้ง เจ้าของห้องส่งยิ้มให้เหมือนทุกทีก่อนจะเดินมานั่งข้างๆ มือแข็งแรงคว้ามือของจียงมากุมไว้และค่อยๆ ไล้ปลายนิ้วลงไปตามรอยเล็บสั้นกุดเพราะนิสัยที่แก้ไม่หาย

“ผมเคยได้ยินว่าคนกัดเล็บมักจะเป็นคนเก็บกด” ตาคมเป็นประกายวิบวับ “มีอะไรที่ทำให้ไม่สบายใจเหรอครับ”
“มันชินน่ะ ผมกัดเล็บมาตั้งแต่เด็ก”

ทั้งที่รู้ว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่จียงกลับรู้สึกว่าทำตัวน่าอายที่ดูไม่เป็นผู้ใหญ่ต่อหน้าคนคนนี้ แต่ชเวซึงฮยอนกลับยิ้มอ่อนๆ และดึงมือของจียงไปจูบเบาๆ

“เราไม่รู้จักกันเลยนะ คุณซึงฮยอน ไม่รู้อะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัวของกันและกันเลยสักอย่าง”
“แล้วคุณอยากรู้อะไรล่ะครับ”
“ไม่รู้สิ” จียงตอบเบาๆ และรู้สึกวูบไหวในใจด้วยซ้ำเมื่อเห็นแววตาที่อีกฝ่ายมองมา
“อย่ารู้เลยครับ เพราะถ้ารู้ คุณอาจจะชอบผมมากกว่านี้ก็ได้”

จียงหัวเราะร่วนเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลกๆ ในใจ นี่เขาแสดงออกมากถึงขนาดที่ชเวซึงฮยอนรู้เลยหรือยังไงกัน เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองชอบอีกฝ่ายมากขนาดนั้น เพียงแค่อยากรู้จักคนคนนี้ให้มากขึ้นเท่านั้นเอง

“เลิกขำกลบเกลื่อนได้แล้ว” ซึงฮยอนพูดพลางก้มลงมาจูบหน้าผากคนฟัง “เดี๋ยวผมจะให้ซึงฮุนพาคุณลงไปข้างล่างดีไหม เผื่อคุณอยากซื้ออะไร”

ข้างล่างที่เจ้าของห้องว่าคือศูนย์การค้าขนาดกลางที่ทางคอนโดเปิดเพื่อความสะดวกของผู้อยู่อาศัย จียงพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายและคว้ากระเป๋าเงินตัวเอง แต่มือแข็งแรงดึงกระเป๋าใบย่อมนั้นคืนมา และพูดเบาๆ

“อยากได้อะไรให้ซึงฮุนจ่ายเลย เขาใช้เงินผม”
“ผมไม่ใช่เด็กเสี่ยนะ จะให้ผู้ชายจ่ายให้ทุกอย่างน่ะ”
“ก็ไม่ใช่สักหน่อย” ริมฝีปากบางของจียงถูกสัมผัสเบาๆ ก่อนจะละจากกัน “ผมแค่อยากทำอะไรก็ได้ให้คุณสบายใจ”

จียงยิ้มกว้างและยอมให้ชเวซึงฮยอนเดินมาส่งที่หน้าประตู ซึงฮุนยืนรออยู่เงียบๆ และเดินตามจียงไป เจ้าของห้องยืนส่งจนเห็นจียงเข้าลิฟต์ไปเรียบร้อยแล้วจึงเดินกลับเข้าห้อง ชเวซึงฮยอนรู้สึกว่าตัวเองทำพลาดมากจริงๆ ที่เข้าไปพัวพันกับจียงตั้งแต่วันนั้น ทั้งที่ตอนแรกที่ไม่ได้คิดเลยด้วยซ้ำว่าทุกอย่างมันจะกลับตาลปัตรแบบนี้

เขาบังเอิญเจอจียงในวันครบรอบที่พ่อโดนจับ

ทั้งที่ตั้งใจแค่จะแหย่ให้เหยื่อเริ่มระแวงในตอนแรก แต่ทุกอย่างกลับเลยเถิดและจบลงบนเตียงในคืนนั้น ซึงฮยอนไม่คิดเลยด้วยซ้ำว่าแผนที่จะเข้าไปใกล้จองแทราที่บ้านเด็กกำพร้าจะมีควอนจียงมาแทรกตรงกลาง และอดใจแกล้งไม่ได้เมื่อเห็นใบหน้าเย็นชาและไว้ตัวของอีกฝ่าย

แต่ยิ่งใกล้กันมากเท่าไหร่ เปลือกแข็งกระด้างที่ห่อหุ้มจียงอยู่ก็ค่อยๆ กระเทาะออกมา ทุกอย่างที่เขาทำเพื่อควอนจียงก็เป็นการดันให้เรื่องราวเดินไปตามที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ว่าซึงฮยอนก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามีความเต็มใจ และพอใจของเขาแทรกอยู่ในการเสแสร้งนั้นด้วย

เกมนี้เหมือนจะยากขึ้นทุกที



“จียงหายไปไหน ตามเจอหรือเปล่า”

ควอนชอนจุลพูดกับเลขาหนุ่มที่ยืนอยู่ใกล้ๆ คำตอบของเลขาฮันไม่ได้ทำให้ประธารบริหารของ KCJ Group พอใจนัก น้ำเสียงที่พูดกลับไปจึงค่อนข้างฉุนเฉียว

“หาไม่เจอก็ลองตามจากการใช้บัตรเครดิตดูสิ ทำหลายๆ ทาง”
“ครับ”
“ออกไปได้แล้วไป”
“ครับ”

พ่อของควอนจียงใจคอไม่ดีนักเมื่อติดต่อลูกชายไม่ได้ เรื่องของภรรยาคนแรกที่หายตัวไปกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้แสดงออกว่ารู้สึกกังวล แต่ควอนชอนจุลอดรู้สึกระแวงกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ได้ เขารู้สึกด้วยสัญชาติญาณของตัวเองว่ามีใครบางคนกำลังพยายามรื้อฟื้นเรื่องชเวจินฮยอกขึ้นมา

เขาส่งคนไปสืบมาเมื่อหลายปีก่อน ชเวจุนกอล ถูกรับอุปการะไปอยู่ต่างประเทศ แต่คนของเขาสืบเรื่องเด็กคนนั้นไม่ได้หลายปีแล้ว เหมือนชื่อของชเวจุนกอลหายเฉยๆ ควอนชอนจุลพยายามคิดในแง่ดีว่าเด็กคนนั้นคงจะไปใช้ชีวิตใหม่ที่อเมริกาไปแล้วหลังจากที่พ่อถูกจับเข้าคุก

หลังจากที่ชเวจินฮยอกถูกจับได้ไม่นาน ภรรยาของเขาก็หายตัวไปอีกคน จดหมายข่มขู่และรูปแอบถ่ายลูกๆ ของเขาที่โรงเรียนทำให้ควอนชอนจุลเลือกปิดปากเงียบ เพราะเขาเองเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง

แม้รู้ดีว่าชเวจินฮยอกถูกมัดชกให้รับสารภาพ ควอนชอนจุลก็เชื่ออยู่เสมอว่าทนายของอีกฝ่ายจะสามารถสู้คดีจนลดหย่อนโทษได้มากที่สุด แต่จู่ๆ ชเวจินฮยอกก็ผูกคอตายในคุกระหว่างที่ถูกคุมขัง เขาได้ยินข่าวลือมาว่าคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียใหญ่ในคดีเป็นคนจัดฉากทุกอย่างขึ้นมา

เขายิ่งไม่กล้ากระดิกตัวทำอะไร

มือแข็งแรงที่เริ่มเหี่ยวย่นด้วยวัยกดโทรศัพท์ออกไปไปหาเบอร์โทรส่วนตัวของเลขาฮัน ฝ่ายนั้นไม่เคยให้เขารอสัญญาณรอสายเกิน 2 ครั้ง เสียงเรียบๆ ของเลขาฮันก็ตอบกลับมาทันที

“ครับท่าน”
“เลขาฮัน หาคนฝีมือดีๆ สักคนสองคนไปเฝ้าดามีกับยายหนูไว้หน่อย” ควอนชอนจุลถอนใจอย่างหงุดหงิด “ส่วนจียงเนี่ย พยายามตามหาให้เจอว่าอยู่ไหน ไม่งั้นก็ไปง้างปากแม่เลขาของมันนั่นแหละ แม่นั่นน่ะคนสนิทของจียง ต้องรู้แน่ว่าเจ้านายไปไหน แค่ไม่ยอมพูด”
“ครับ”
“จัดการให้เรียบร้อยนะ โดยเฉพาะยายหนูน่ะ สั่งให้คนระวังไว้ให้ดี อย่าให้คลาดสายตาเลย”
“ครับ”

พ่อของควอนจียงกดวางสายและนึกถึงลูกชายคนเล็กที่ยังติดต่อไม่ได้ จียงไม่ใช่เด็กดื้อแต่ก็มักจะหาเรื่องให้เขาหงุดหงิดใจอยู่ไม่ได้ขาด พวกเด็กๆ มักจะสนิทกับแม่จนบางครั้งก็ลืมไปว่าคนเป็นพ่อก็รักและหวังดีกับลูกมากไม่แพ้กัน



ชเวซึงฮยอนมองใบหน้าตอนหลับสนิทของคนที่บอกว่าอยากนั่งๆ นอนๆ ที่ห้องเขาสักพัก ตลอด 2 วันที่ผ่านมา ควอนจียงก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายจริงๆ นอกจากชวนเขาเล่นหมากรุกฝรั่ง ทำสเต็กกินกัน และแน่นอนว่าจบลงด้วยบทรักอ่อนหวานในยามค่ำคืน ที่จริงจียงเป็นเพื่อนที่คุยสนุก เป็นคู่นอนที่รู้ใจ

แค่คนคนนี้ไม่ใช่ควอนจียง ลูกชายคนเล็กของควอนชอนจุล ทุกอย่างคงง่ายกว่านี้

ซึงฮยอนอดนึกถึงคำพูดของเปโดรไม่ได้ ฝ่ายนั้นพอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ทุ่มเถียงกับเขาอยู่พักใหญ่ ใบหน้าของคนที่ผ่านวัยมามากกว่าเต็มไปด้วยความกังวล

‘นายอย่าคิดว่าตัวเองจะคุมทุกอย่างเอาไว้ในมือได้นะ เพราะถ้ามันถึงเวลาขึ้นมา เรื่องส่วนตัวนี่แหละจะทำทุกอย่างพัง’
‘ผมรู้น่าว่าตัวเองควรจะหยุดตรงไหน’
‘นายไม่รู้หรอก’ ดวงตาดำขลับของคนที่เป็นเหมือนพี่ชายกังวลอย่างปิดไม่มิด ‘นายจะไม่มีวันรู้ จนกว่าจะถึงวันที่มันหยุดไม่ได้แล้ว’

ร่างสูงถอนหายใจอย่างกังวล ตอนนี้เปโดรกลับอเมริกาไปแล้วเพราะต้องไปจัดการงานของตัวเองที่โน่น เขามองหน้าจียงที่ยังหลับอยู่อีกครั้งแล้วนึกถึงคำพูดของเปโดร เป็นไปได้หรือที่จะไม่รู้จริงๆ ว่ามันถึงจุดที่ควรหยุดแล้ว จะเป็นไปได้จริงๆ หรือเปล่าที่เขาจะควบคุมทุกอย่างไว้ไม่ได้

ไม่หรอก ... ไม่มีทาง



















TBC










TALK .... มาอีกแล้ว ช่วงนี้จริงจังกับการปั่นฟิคมากเพราะว่าเพิ่งเห็นว่าไม่ได้อัพมานาน >< ขอบคุณที่ติดตามกันตลอดนะคะ ^^
Masquerade TB:0 CM:2 admin page top↑
[FIC] : My Roommate Is Gwishin [10/....]
2015 / 04 / 06 ( Mon ) 05:45:04
[FIC] : My Roommate Is Gwishin [10/....]

Rating : PG15

Paring : TempG and more…

Beta Reader : Icysbrani

Author Note : Some ideas from ‘The Master’s Sun’ & ‘Ghost Whisperer’





“นายจะไม่ยอมออกไปจากห้องฉันจริงๆ ใช่ไหม”

จียงเอ่ยถามซ้ำด้วยน้ำเสียงที่ไม่เหมือนตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว เด็กหนุ่มทำท่าสำลักอากาศและลงไปนอนตัวงออยู่กับพื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองซึงฮยอนและทำสีหน้าเจ็บปวด

“คุณซึงฮยอน” จียงพูดเสียงเบา “ช่วยผม..”

เด็กหนุ่มทรุดลงไปนอนกองอยู่กับพื้นอีกหน แต่ซึงฮยอนกลับขยับตัวไม่ได้เลยทั้งที่จะตั้งใจเข้าไปช่วยจียงที่นอนคุดคู้อยู่กับพื้น ตลอดเวลาที่เจอเรื่องแปลกๆ ในห้องนี้ซึงฮยอนเคยคิดว่าเป็นความน่ากลัวที่สุดแล้ว แต่เขาเพิ่งเข้าใจความหวาดกลัวอย่างถ่องแท้ว่าเป็นอย่างไรก็ตอนนี้เอง

“ออกไปสิ”

เสียงเบาๆ ที่ฟังไม่เหมือนเสียงของจียงอู้อี้ผ่านริมฝีปากบางขาวซีดของเด็กหนุ่ม ใบหน้าที่เคยดื้อรั้นนั้นซีดจนไม่มีสีเลือด มือของจียงข่วนหน้าตัวเองจนของเหลวสีแดงฉานไหลซึมบนบาดแผลตามรอยเล็บ

“จียง”

ซึงฮยอนพึมพำเรียกอีกฝ่ายก่อนจะก้าวไปข้างหน้าโดยลืมความกลัวทุกอย่างเมื่อเด็กหนุ่มดิ้นและตัวเกร็งจนเหมือนจะชัก มือแข็งแรงดันไหล่ผอมๆ ของจียงให้เงยหน้าขึ้นจากพื้น แต่ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะคุมตัวเองไม่ได้เลย เพราะร่างบางกระตุกอย่างรุนแรงและพึมพำไม่เป็นภาษา

“จียง นี่ฉันเอง นายตั้งสติหน่อยสิ”

เด็กหนุ่มเกร็งตัวและจ้องซึงฮยอนด้วยแววตาว่างเปล่า วินาทีนั้นซึงฮยอนกลัวจนหัวใจแทบหยุดเต้น แต่ร่างของจียงหยุดกระตุก เหงื่อเม็ดโตๆ ผุดเต็มหน้าผากและไรผมของเด็กหนุ่ม

“คุณซึงฮยอน”

น้ำเสียงของจียงเบาจนแทบไม่ได้ยินก่อนที่จะหมดสติ ซึงฮยอนรับร่างบางที่โงนเงนเหมือนจะล้มเอาไว้ในอ้อมแขน จียงตัวเย็นเฉียบและหน้าซีดเผือด รอยข่วนที่ข้างแก้มไม่ลึกนัก แต่เลือดก็ไหลเปรอะแก้มไปข้างหนึ่ง ร่างสูงตัดสินใจแบกจียงขึ้นหลังและวางร่างไร้สตินั้นไว้บนเตียงนอน ก่อนจะวิ่งไปหยิบชุดปฐมพยาบาลและเตรียมน้ำเย็นใส่อ่างพร้อมกับผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก

ซึงฮยอนพยายามห้ามเลือดที่ข้างแก้มของอีกฝ่ายจนเลือดหยุดไหล แล้วค่อยลงมือทำความสะอาดแผลและใส่ยาให้ แผ่นหลังใต้เสื้อยืดของจียงชุ่มเหงื่อซึงฮยอนจึงตัดสินใจถอดเสื้อของอีกฝ่ายและเช็ดตัวให้โดยให้จียงนั่งเอาศีรษะพาดไหล่ของเขา

ลมหายใจอุ่นๆ ตรงต้นคอทำให้ซึงฮยอนเบาใจว่าจียงไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่าหมดสติ

กว่าจะจัดการช่วยเช็ดตัวและทำแผลให้จียงอย่างทุลักทุเล ซึงฮยอนก็รู้สึกแทบหมดแรงตามจียงไปอีกคน เด็กหนุ่มดูไม่ซูบซีดเท่าตอนแรกแล้วแต่เท้าก็ยังเย็นอยู่ ร่างสูงหยิบถุงร้อนมาวางไว้ใต้ผ้าขนหนูเพื่อให้เท้าจียงอุ่นขึ้น และช่วยจัดผ้าห่มให้อีกรอบ

“ขอโทษนะจียง” ซึงฮยอนพึมพำเสียงเบา “เพราะฉันแท้ๆ เลย นายถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้”

ร่างสูงนั่งลงตรงข้างเตียงและรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก ความกลัวเรื่องวิญญาณที่สิงอยู่ในห้องไม่ได้ทำให้ซึงฮยอนรู้สึกกังวลเท่ากับเรื่องที่เกิดขึ้นกับจียงในวันนี้ เขาไม่ต้องการให้ใครต้องวุ่นวายหรือต้องเจ็บตัวแบบนี้ ตอนนี้ซึงฮยอนรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจผิดพลาดไปหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ตอนที่ยอมยกคอนโดให้มินจอง และการตัดสินใจซื้อคอนโดนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุด

อย่างน้อยหลังจากนี้ เขาก็ควรจะทำทุกอย่างให้ถูกต้องเสียที


จียงรู้ว่าเขาเคยเห็นสถานที่แบบนี้มาก่อน ที่ที่เต็มไปด้วยหมอกควันจนมองอะไรไม่เห็น แสงสลัวรอบตัวทำให้บอกได้ว่ายากว่าที่นี่มืดหรือสว่างกันแน่ แต่เขาเคยเห็นที่แบบนี้มาก่อนแน่ๆ อาจจะเป็นตอนที่ไม่สบายหลังจากโดนวิญญาณทำร้ายที่ตึกร้างตอนเป็นเด็ก แม้จะจำเหตุการณ์ตอนนั้นได้ไม่ถนัด แต่กลับไม่รู้สึกตื่นกลัวสถานที่ตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย

“นายมันยุ่งไม่เข้าเรื่อง”

เสียงเบาๆ ของผู้หญิงที่ยืนอยู่ในสายหมอกพูดขึ้นมาทำให้จียงสังเกตเห็นว่าหล่อนยืนอยู่ตรงนั้น แต่กลับมองเห็นใบหน้าได้ไม่ชัดนัก

“คุณยุนอารึมฮะ”
“ออกไปซะ”
“คุณฮะ”
“บอกให้ออกไป!”

เสียงหวีดร้องของหญิงสาวกึกก้องจนจียงสะดุ้งตื่น หัวปวดตุบและในคอก็แห้งผาก กล้ามเนื้อในอกเต้นรัวเพราะภาพกึ่งตื่นกึ่งฝันที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่จนทำให้จับต้นชนปลายไม่ถูก และสะดุ้งจนสุดตัวเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นเงาของใครคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอจียง”
“คุณซึงฮยอน” เด็กหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก “ผมตกใจหมดเลยฮะ”
“ตกใจอะไรเหรอ”

ชเวซึงฮยอนเหลียวมองรอบตัวอย่างตกใจ เพราะไม่รู้ว่าจียงเห็นอะไรที่ตัวเองไม่เห็นหรือเปล่า แต่เด็กหนุ่มส่ายหน้าช้าๆ เหมือนจะบอกว่าไม่มีอะไร เจ้าของห้องเลยยกถาดข้าวต้มร้อนๆ เข้าไปให้ที่เตียง

“ผมหลับไปนานไหมฮะ”
“เกือบครึ่งวันแน่ะ เมื่อคืนทั้งคืน จนตอนนี้เกือบบ่ายสามแล้ว”
“เหรอฮะ” จียงเหลือบมองนาฬิกาตรงข้างเตียงเพื่อความแน่ใจ “ขอโทษนะฮะ ผมหลับไปนานเลย”
“ขอโทษอะไรกัน”

ซึงฮยอนดุอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะยกโต๊ะตัวเล็กมาให้จียงใช้กินข้าว เด็กหนุ่มไม่ต่อล้อต่อเถียงเหมือนเมื่อก่อน และยอมกินข้าวต้มในชามจนหมดและกินยาลดไข้ที่ซึงฮยอนเตรียมมาให้ด้วย

“ขอบคุณมากๆ นะฮะ วันนี้คุณเลยต้องลางานเลย”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณ เมื่อวานนี้ถ้านายเป็นอะไรไป ฉันคงรู้สึกผิดจริงๆ”
“ไม่เป็นอะไรหรอกฮะ”

จียงยิ้มอ่อนเมื่อเห็นเจ้าของห้องทำสีหน้าว่ารู้สึกผิดจริงๆ ทั้งที่เคยชินกับการที่ต้องเกี่ยวข้องกับวิญญาณมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก แต่ว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่วิญญาณมีอิทธิพลกับตัวเขา

“เมื่อวานนี้มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ ฉันกลับมาก็เห็นนายชักอยู่บนพื้น ทำท่าเหมือน ...”
“เหมือนผีเข้าเหรอฮะ”

เด็กหนุ่มหลุดหัวเราะออกมาเมื่อเห็นซึงฮยอนขมวดคิ้วเหมือนกลัวว่าวิญญาณในห้องกำลังแอบฟังทั้งคู่คุยกันอยู่ มือบางยกหมอนขึ้นมาวางพิงหลังก่อนจะเล่าด้วยน้ำเสียงเนือยๆ แม้ว่าอาการไข้นั้นจะลดลงไปมากแล้ว

“เมื่อวานผมเจอคุณซึงรีห้องข้างๆ ฮะ เขาบอกว่าคุณทะเลาะกับแฟน เพราะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้” จียงพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นคนฟังทำหน้าเจื่อน “แถมเขาบอกว่าได้ยินเสียงโครมครามในห้อง พอผมเปิดประตูเข้าห้องไฟก็ดับหมด แต่ข้างนอกยังสว่างอยู่ เลยคิดว่าต้องมีอะไรไม่ดีแน่ๆ ตอนแรกจะเดินไปนั่งรอคุณข้างล่าง แต่เห็นประตูระเบียงเปิดอยู่เลยจะเข้าไปปิดให้ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อ พอหันไปมอง ผมก็จำอะไรไม่ได้เลยฮะ”
“จำไม่ได้เลยเหรอ”
“ที่จริงจำได้แค่ว่ารู้สึกตัวชาๆ แล้วก็ร้อนๆ หนาวๆ แปลกๆ เหมือนจะหลับ แต่ก็ไม่ได้หลับ เพราะตอนคุณเข้าห้องมา ผมยังเรียกคุณอยู่เลย”
“ฉันเห็นนายชัก” ซึงฮยอนพูดเสียงเบาและมองหน้าซีดเซียวของเด็กหนุ่ม “นายบอกให้ฉันออกไปด้วย แต่ว่ามันเหมือนไม่ใช่เสียงนาย”
“ก็ไม่น่าใช่เสียงผมนี่ฮะ เสียงคุณอารึมเจ้าของห้องเก่าต่างหาก”

ซึงฮยอนขมวดคิ้วที่จียงยังหัวเราะได้ทั้งที่เจอเรื่องน่ากลัวแบบนั้น เด็กหนุ่มถอนหายใจเบาๆ และเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจัง

“ตอนที่ผมหลับ ผมฝันถึงคุณอารึมด้วยฮะ เธอบอกว่าให้ออกไปจากห้องนี้”
“งั้นเหรอ” ซึงฮยอนตอบเบาๆ “ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
“อะไรนะฮะ”

จียงร้องเสียงหลงเมื่อได้ยินแบบนั้น เพราะรู้สึกด้วยสัญชาติญาณว่ากำลังเข้าใกล้ปมที่ทำให้วิญญาณสาวในห้องอยู่ติดที่นี้เต็มทีแล้ว แต่ดูเหมือนเจ้าของห้องจะปลงกับเจ้าของเดิมจนไม่อยากสู้ต่อ

“ฉันไม่รู้ว่าตัวเองจะอดทนอยู่ที่นี่ต่อไปทำไม บ้านฉันก็มีอยู่ และที่สำคัญฉันไม่อยากให้นายต้องเจ็บตัวอีก”

น้ำเสียงของชเวซึงฮยอนเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิดและเป็นกังวล จียงกำลังจะอ้าปากค้านแต่หางตากลับเหลือบไปเห็นเงาจางๆ ของหญิงสาวคนนั้นที่มุมห้อง ดูเหมือนเงาของเธอจะเด่นชัดขึ้นกว่าทุกครั้ง และถ้าจียงเข้าใจไม่ผิด เธอคนนั้นกำลังพึงพอใจกับสิ่งที่ได้ยินจนร่างโปร่งใสนั้นดูราวกับจะเปล่งแสงได้

ขนอ่อนที่ต้นคอของจียงลุกซู่เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างร่าเริง แต่ดูเหมือนชเวซึงฮยอนจะไม่รู้สึกอะไรเลย จียงจึงตัดสินใจไม่พูดอะไรต่อ นอกจากคว้ามือถือตัวเองมากดส่งข้อความหาซานดาร่า



มือบางของปาร์คบมค่อยๆ เลือกเอกสารมาเตรียมจัดเข้าแฟ้ม กระดาษที่มีข้อมูลเป็นประโยชน์จะถูกจัดเข้าหมวดหมู่ ส่วนที่ใช้งานไม่ได้แล้วจะถูกนำมากองแยกไว้เป็นกระดาษรีไซเคิล เพราะหลังจากปิดข้อมูลบัญชีที่รับมาตรวจเสร็จเรียบร้อยก็มักจะมีเศษกระดาษที่ถูกคัดออกเหลืออยู่เสมอ

ซองใส่เอกสารสีน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ตรงใต้กล่องเอกสารทำให้คิ้วเรียวของพัคบมขมวดอย่างสงสัย ก่อนจะเปิดซองเพื่อดูเอกสารข้างใน หล่อนขนลุกขึ้นมาเฉยๆ เมื่อเห็นว่ากระดาษข้างในคือภาพเสก็ตของคุณยุนอารึมที่สิงอยู่ในห้อง 1415 ของคุณชเวซึงฮยอน

ปลายมือของปาร์คบมแตะริมฝีปากแบบที่ชอบทำเวลาที่เจ้าตัวกำลังคิดอะไรบางอย่าง เพราะใบหน้าของหญิงสาวในรูปมีบางอย่างที่ทำให้คุ้นตาเหลือเกิน หล่อนนั่งเอียงซ้ายเอียงขวามองอยู่นานก่อนที่จะทำตาโตเหมือนนึกอะไรบางอย่างออกจึงรีบคว้าโทรศัพท์มากดโทรออก

“โอย รับสิๆ”

บมบ่นอย่างร้อนใจเมื่อปลายสายทิ้งให้สัญญาณรอสายดังติดต่อกันอยู่หลายครั้ง

“ฮัลโหล”
“โอ้ย จียง เอาโทรศัพท์ไปทับกระดาษหรือไง ทำไมไม่รู้จักรับให้ไวหน่อย”
“โธ่! แล้วกันพี่บม ผมออกมาข้างนอก เพิ่งได้ยินเสียงเลย”
“ช่างเถอะๆ” หญิงสาวพูดอย่างลนลาน “พี่นึกออกแล้วว่าคุณอดีตมนุษย์ในห้อง 1415 น่ะเป็นใคร”
“ใครฮะ”
“เธอชื่อยุนอารึมใช่ไหมล่ะ คุณแม่เธอบอกว่าเป็นเนื้องอกในสมองใช่ไหม โธ่เอ้ย! พี่ก็ว่าอยู่แล้วเชียวว่าเธอเป็นใครหน้าตาคุ้นๆ เหมือนเคยเห็น ทำไมไม่นึกให้ออกไวกว่านี้ก็ไม่รู้เนี่ย แย่จริงๆ เลย”
“พี่บม เดี๋ยวก่อน ตกลงเธอเป็นใครฮะ”
“ตายจริง พี่ก็มัวแต่บ่น ลืมเลยว่าจะโทรมาส่งข่าว คุณเจ้าของห้องร่วมกับคุณซึงฮยอนน่ะ เธอเป็นนักเขียนเรื่องแนวสืบสวนสอบสวนเรื่องดังที่พี่กับดาร่าติดกันงอมแงมเรื่อง คดีฆาตกรรม 12 เดือน เแบ่งขายเป็นเล่มตามเดือน พี่เคยไปต่อแถวรอในงานแจกลายเซ็นเธอหนหนึ่งตอนเปิดตัวคดีเดือนมกรา ตัวจริงตอนยังเป็นๆ ของเธอน่ะน่ารักจะตายไป ใครจะนึกว่าตอนตายแม่คุณจะเฮี้ยนขนาดนี้”

จียงฟังเสียงของพี่สาวคนสวยแล้วก็นึกรู้ว่าปาร์คบมคงจะทำหน้ายู่คอย่นด้วยความกลัวอย่างที่ชอบทำเวลาพูดถึงเรื่องผีๆ สางๆ แต่เด็กหนุ่มก็ยังตะหงิดใจไม่หายเมื่อไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมวิญญาณของคุณอารึมถึงได้ไม่ยอมจากห้องของซึงฮยอนไปไหน

“พี่บมฮะ พอจะจำได้ไหมฮะว่าคุณอารึมเสียตอนไหน”
“ถ้าพี่จำไม่ผิด สำนักพิมพ์ว่าเธอเสียตอนเดือนกรกฎา แต่เห็นว่าตอนเดือนมีนาล่ะมั้งที่เธอปวดหัวรุนแรงบ่อยๆ จนครั้งหนึ่งเป็นลม เลยมาเจอว่ามีเนื้องอกในสมองก็หลังจากนั้นอาการก็เพียบแปล้ นอนโรงพยาบาลอยู่หลายเดือนแล้วก็เสียน่ะ”
“พี่บมจำได้ละเอียดแบบนี้ ช่วยได้เยอะเลย เดี๋ยวถ้าผมได้แวะไปจะซื้อขนมไปฝากนะฮะ”
“เอาเค้กนะ” ปาร์คบมตอบพลางหัวเราะ น้ำเสียงของหล่อนดีขึ้นกว่าเก่า “ที่พี่จำได้เพราะสำนักพิมพ์เขาแก้ต่างหลังจากที่มีคนท้วงว่าหนังสือเล่มเดือนสิงหาเป็นต้นไปไม่เหมือนสำนวนคุณอารึม เขาเลยมาบอกว่าคุณอารึมเธอเขียนไว้นานแล้วตั้งแต่ก่อนป่วย”
“ผมนึกออกแล้วฮะ เคยอ่านอยู่เล่มหนึ่งที่คุณซึงฮยอนเขายืมพี่ที่ทำงานมา” เด็กหนุ่มค่อยๆ นึกทบทวน “จำได้ว่าสนุกมาก อ่านติดงอมแงม”
“ใช่ งานเธอสนุกจริงๆ แต่เล่มหลังจากที่เธอเสียมันไม่เหมือนเดิม เห็นแฟนหนังสือเขาสงสัยว่าบริษัทไปจ้างพวกนักเขียนอิสระมาเขียนต่อแทนคุณอารึม งานเขียนน่ะเป็นลายเซ็นของใครของมัน ถึงพยายามจะเขียนให้เหมือนเท่าไหร่ก็ได้แค่คล้ายเท่านั้น พี่ก็เห็นด้วยนะ เพราะมันรู้สึกแปลกๆ ไปจริงๆ”
“โอเค ขอบคุณมากนะฮะพี่บมคนสวย ฝากบอกพี่ดาร่าด้วยนะฮะ”
“ได้จ้ะ”

จียงวางสายไปแล้วปาร์คบมถึงรู้สึกโล่งอกกว่าเก่า ตอนนี้ก็เหลือแค่รอซานดาร่ากลับมาจากไปเยี่ยมสุสานวิญญาณสาวที่ตามคุณวูซอง ลูกค้าคนที่เจอของหนักที่สุดเท่าที่ซานดาร่าเคยช่วยมา ตากลมของปาร์คบมมองภาพเสก็ตอีกครั้งและนึกถึงวันที่นักเขียนสาวยิ้มให้อย่างอ่อนหวานในวันแจกลายเซ็น

แต่คนเราพอตายเป็นผีแล้วน่ากลัวจริงๆ

บมคิดพลางทำท่าขนลุกเมื่อเก็บภาพนั้นเข้าซองเอกสารและแปะหน้าซองไว้ว่าให้ซานดาร่า ก่อนจะเริ่มลงมือจัดการกองกระดาษบนโต๊ะ แต่ก็อดนึกสงสารคุณยุนอารึมไม่ได้ การอยู่กับซานดาร่ามาแต่เล็กบมเลยเข้าใจดีแม้ว่าจะกลัวเรื่องภูติผีมากๆ ดาร่าเคยพูดไว้ว่าวิญญาณที่ยึดติดกับใครหรืออะไรบางอย่างเป็นวิญญาณที่มีแต่ความทุกข์ เพราะวิญญาณที่มีความสุขจะก้าวต่อไป ไม่คอยวนเวียนเพื่อสะสางเรื่องที่ค้างคา หรืออาลัยกับการมีชีวิตอยู่

ขอให้จียงช่วยส่งคุณอารึมให้ก้าวต่อไปได้เร็วๆ ด้วยเถอะนะ


ชเวซึงฮยอนขมวดคิ้วเมื่อเห็นข้อความเตือนบนมือถือ เอกสารที่ต้องวิเคราะห์และทำรายงานวันนี้เล่นเอาเขาตาลายไปหมดจนไม่ได้สนใจมือถือเลย พอกดมาดูข้อความก็เห็นว่าจียงเป็นคนส่งข้อความมา

‘คุณซึงฮยอน อย่าเพิ่งขายที่นั่นนะฮะ ผมคิดว่ารู้แล้วว่าปัญหาคืออะไร จะพยายามคุยกับเธอดูอีกครั้ง’

หนุ่มหล่อเจ้าของคอนโดถึงกับกุมขมับ ทั้งที่วันนี้จียงยังมีไข้ต่ำๆ และหน้าเป็นแผล แต่กลับบอกว่าจะออกไปข้างนอก เพราะนัดรุ่นน้องที่ชื่อ คังซึงยูน เอาไว้ที่มหาวิทยาลัย แม้เขายืนยันให้อยู่ห้องพักผ่อนก่อน จียงกลับทำหน้าทะเล้น แถมพูดกลับมาให้เขาทำหน้าไม่ถูก

‘โธ่! ออกไปแป๊บเดียว ผมคงไม่ไข้ขึ้นชักดิ้นชักงอหรอกฮะ แต่ถ้าอยู่ห้องนี้คนเดียวแล้วคุณอารึมเกิดอยากจะสิงผมขึ้นมาล่ะก็ไม่แน่’
‘พูดอะไรแบบนั้น เธอไม่ใช่คนใจร้ายแบบนั้นหรอกมั้ง’ ชเวซึงฮยอนแย้งเสียงเบาและเหลือบมองรอบห้องอย่างหวาดๆ ‘นายยังไม่ค่อยหายดี อยู่ห้องพักอีกหน่อยดีกว่านะ’
‘หายละฮะ ไปข้างนอกไหว ที่ไม่อยากให้ไปนี่ อย่าบอกว่าหวงผมที่จะไปหาซึงยูนนะ’

เจ้าของห้อง 1415 สำลักกาแฟแต่เช้าเพราะเรื่องไร้สาระที่จียงเอามาแกล้งเล่น จนสุดท้ายก็ต้องยอมให้อีกฝ่ายออกไปข้างนอกแต่โดยดี แถมก่อนออกจากห้อง เจ้าเด็กแสบยังทำตาแป๋วแล้วพูดฝากห้องไว้กับเจ้าของเดิมเสียงดัง ก่อนจะกระซิบตอนที่ยืนอยู่หน้าลิฟต์ให้เขากลัวมากกว่าเก่า

‘คุณอารึม เธอเฮี้ยนหนักนะฮะ อย่างนี้ไม่ต้องกลัวใครงัดห้องเลย เจ้าของคอยเฝ้าให้ 24 ชั่วโมง’

มือแข็งแรงกดส่งข้อความกลับไปหาจียงว่าตกลงตามนั้น แต่ขอให้ระวังตัวด้วย ซึงฮยอนนั่งจ้องมือถืออยู่พักหนึ่งและต้องสะดุ้งจนสุดตัวเมื่อมีมือเย็นเฉียบมาแตะที่บ่า

“พี่ซึงฮยอน เป็นอะไรฮะ ทำไมต้องตกใจขนาดนี้”
“ไม่ตกใจได้ไงล่ะ มือนายเย็นเฉียบขนาดนี้” ซึงฮยอนว่าพลางถอนใจใส่รุ่นน้องหน้าแมวที่ยังยิ้มแป้น “แดซอง มีอะไรหรือเปล่า”
“ผมเอาเอกสารมาให้อีกชุดฮะ ส่วนมือผมที่เย็นเนี่ย เพราะว่าตรงโต๊ะแอร์มันลงพอดี เย็นมากๆ”
“หาเสื้อมาใส่หน่อยสิ จะได้อุ่นๆ”
“ฮะ พี่ไม่ต้องเป็นห่วง” แดซองยิ้มแป้นก่อนจะลดเสียงเป็นกระซิบเมื่อนึกขึ้นได้ “แล้วที่ห้องพี่เป็นไงบ้างฮะ”
“ปั่นป่วนไปหมด พี่ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว นี่จะขายห้องทิ้ง แต่จียงบอกว่าใกล้จะจัดการได้แล้ว ก็เลยยอมอยู่ต่อ ยังไม่ได้ขาย แต่หลังจากนี้พี่ต้องขายทิ้งแน่”
“ต้องสู้นะฮะพี่ ผมเห็นใจพี่จริงๆ”

ซึงฮยอนพยักหน้ารับคำหนุ่มรุ่นน้องที่ทำงานและเอกสารตั้งใหญ่มากองไว้บนโต๊ะต่อ ตอนนี้เกือบห้าโมงเย็นแล้ว แต่ดูเหมือนงานของเขาจะไม่เสร็จง่ายๆ วันนี้คงกลับบ้านไปกินข้าวเย็นกับจียงไม่ทัน แต่ดูท่าทางฝ่ายนั้นคงไม่ได้กลับมากินข้าวที่ห้อง เพราะว่าคงแวะกินข้าวข้างนอกกับรุ่นน้องเลย

และก็ยังไม่ได้อ่านข้อความที่เขาส่งไปด้วย



อีแชรินรู้สึกใจคอไม่ดีเลยตอนที่เดินสวนกับจียงและผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มาด้วยกัน ทั้งที่ทั้งคู่ส่งยิ้มทักทายให้ตามปกติ แต่แชรินรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก เธอรู้สึกว่ามีความอบอุ่นแผ่ซ่านออกมาจากสาวสวยที่เดินมากับจียง ความรู้สึกนั้นทำให้ต้องเอ่ยทักก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าลิฟต์

“คุณจียง สวัสดีค่ะ” แชรินพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น แต่ก็อดไม่ได้เมื่อสังเกตเห็นรอยแผล “หน้าไปโดนอะไรมาคะ”
“อ่า สระผมแล้วข่วนไปโดนหน้าน่ะฮะ”
“เหรอคะ ตกใจหมดเลย นึกว่าเป็นอะไรไป”
“ไม่เป็นไรฮะ แค่แสบๆ ผมขอตัวก่อนนะฮะ”

ซานดาร่าไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวตอนที่แยกกับแชริน แต่เมื่อประตูลิฟต์ปิดลง พี่สาวคนสวยของจียงก็เอ่ยขึ้นมาเบาๆ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ผู้หญิงคนนั้นใครเหรอ”
“ผู้ประสานงานลูกบ้านน่ะฮะ ชื่อคุณแชริน เคยเจออิทธิฤทธิ์คุณอารึมมาบ้าง แต่คงไม่เคยเจอแบบจังๆ ยกเว้นรอบก่อนที่เธอผลักป้ายลงมาเกือบโดนแฟนคุณแชรินแน่ะ”
“คุณอารึมคงจะโกรธมากจริงๆ นะ เธอเลยพยายามมากๆ ที่จะไล่ทุกคนออกไปจากห้องของเธอ”
“ไม่รู้สิฮะ” จียงพูดอย่างลังเล “ผมแค่คิดว่าเธอเองน่ะ ยังสับสนอยู่หรือเปล่า เลยไม่ยอมไปไหน เหมือนยังมีอะไรติดค้างในใจเธออยู่”
“เรื่องอะไรน่ะ”
“ก็ที่พี่บมบอกไงฮะ ที่ลือกันว่างานหนังสือเล่มหลังๆ ไม่ใช่ของเธอ”
“ก็ไม่แน่”

ดาร่าตอบเบาๆ ก่อนจะเดินตามจียงออกจากลิฟต์ สิ่งที่หล่อนรู้สึกตอนนี้คือไอเย็นเฉียบเหมือนหมอกยามเช้าแตะผิว ที่จริงหล่อนไม่อยากมาทำงานต่อจากการไปเคารพสุสานของวิญญาณที่ตามคุณวูซองนัก เพราะว่าเธอใช้เรี่ยวแรงเกือบทั้งหมดในการสื่อสารกับผีสาวไปแล้ว แต่ดาร่าไม่อยากปฏิเสธจียง เนื่องจากไม่รู้ว่าโอกาสที่จะวิญญาณของคุณอารึมจะยินยอมติดต่อด้วยจะมาอีกเมื่อไหร่

ยิ่งก้าวเข้าไปใกล้ห้อง 1415 มากเท่าไหร่ ไอเย็นนั้นก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น เมื่อจียงเปิดประตูห้อง ดาร่ายิ่งรู้สึกว่าไอเย็นนั้นทำให้มือทั้งสองข้างชา และกลิ่นสาบเหม็นเน่าปะทะจมูกอย่างรุนแรง แต่ดูเหมือนจียงจะไม่ได้กลิ่นเดียวกับหล่อน

“คุณอารึมฮะ เราออกมาคุยกันเถอะฮะ”

จียงพูดพลางเดินไปเปิดไฟในห้อง ส่วนซานดาร่ายังยืนที่เก่า หญิงสาวรู้สึกเหมือนไอเย็นและกลิ่นเหม็นนั้นเริ่มรุนแรงจากด้านหลัง เมื่อหันไปก็พบว่าร่างเงาจางๆ ลอยอยู่ชินแผ่นหลัง แต่ส่วนที่ควรจะเป็นใบหน้านั้นกลับเป็นโครงกระดูกเปล่าๆ และดวงตากลวงโบ๋

“คุณอารึม”

เสียงเบาๆ ของซานดาร่าทำให้จียงสะดุ้งสุดตัวก่อนจะรีบวิ่งไปหาพี่สาวที่มาด้วยกัน เขาไม่ทันสังเกตเลยว่าวิญญาณของคุณอารึมปรากฎขึ้นมาเมื่อไหร่ แต่รู้สึกโล่งใจที่คว้าแขนบอบบางของดาร่าเอาไว้ได้แล้ว ร่างของคุณอารึมปรากฎให้เห็นชัดเจนกว่าทุกครั้ง

“คุณมีอะไรอยากให้พวกเราช่วยก็บอกมาเถอะฮะ”
“ออกไป”

เสียงจากเงาของคุณอารึมเป็นเหมือนเสียงสะท้อนจากที่ไกลๆ ในขณะที่ร่างนั้นสั่นไหวเหมือนเวลาที่โยนก้อนหินลงไปในน้ำ จียงไม่เคยสัมผัสอารมณ์ที่เข้มข้นแบบนี้ของวิญญาณสาวมาก่อน แต่ดูเหมือนซานดาร่าจะไม่ค่อยแปลกใจนัก และน้ำเสียงของหล่อนที่เอ่ยออกมานั้นมั่นคง

“คุณอารึม รู้หรือยังคะว่าคุณตายไปแล้ว”

เงาจางๆ ของยุนอารึมสั่นไหวจนเหมือนกลุ่มควันนั้นจะแตกสลายไป จียงรู้ว่าซานดาร่าเป็นคนที่มีอารมณ์มั่นคงกว่าตัวเองหลายเท่า แต่ไม่นึกว่าจะมั่นคงจะกระทั่งสามารถรับมือกับสถานการณ์ชวนตระหนกตรงหน้าได้โดยไม่หวั่นไหว เพราะที่ผ่านมาวิญญาณที่จียงเคยเจอมักจะพูดง่ายกว่าเจ้าของห้อง 1415

“ห้องนี้ไม่ใช่ของคุณแล้วนะคะ” น้ำเสียงของซานดาร่าอ่อนโยนเหมือนจะปลอบใจ “คุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ คุณต้องไปต่อแล้ว”
“ไม่จริง!”

เสียงกรีดร้องของวิญญาณสาวสะท้อนไปมาในห้อง แต่ดูเหมือนคราวนี้เสียงนั้นจะมีพลังมากพอจนทำให้ชั้นวางตุ๊กตาแบร์บริคของซึงฮยอนสั่นจนตัวที่วางไว้ชั้นบนร่วงลงมากระแทกพื้น แต่จียงไม่กล้าขยับตัวไปห่างจากซานดาร่าและมือบางก็ยังกำสร้อยคอที่สวมติดตัวไว้แน่น

“ออกไป!”
“คุณอารึม คุณไม่มีอะไรที่จะต้องทำที่นี่แล้วนะคะ”
“มีสิ” วิญญาณของอารึมตอบกลับอย่างเกรี้ยวกราด “งานฉันยังไม่เสร็จเลย แล้วที่นี่ก็เป็นบ้านฉัน”
“งานของคุณจบแล้วนะคะ คุณไม่มีอะไรต้องห่วงอีกแล้ว”
“ไม่จริง!”

ยุนอารึมกรีดร้องโหยหวนจนจียงคิดว่าห้องข้างๆ ก็อาจจะได้ยิน วิญญาณของหญิงสาวค่อยๆ สลายไปกับอากาศพาไอเย็นที่จียงสัมผัสได้ให้หายไปด้วย มือบางของซานดาร่าแตะแขนรุ่นน้องและเอ่ยเบาๆ

“ไปเก็บของให้คุณซึงฮยอนกันเถอะ เธอคงไม่ออกมาแล้วล่ะ”
“ฮะ ว่าแต่พี่ไม่เป็นไรนะฮะ หน้าซีดมากเลย”
“ไม่เป็นไร”

จียงเช็คสภาพลูกรักของซึงฮยอนแต่ละตัวว่าไม่มีอะไรแตกหักเสียหาย ก่อนจะค่อยๆ จัดขึ้นชั้นไว้ตามเดิม เมื่อหันมาหาซานดาร่าที่ไปนั่งพักอยู่ที่โซฟา จียงก็ต้องร้องลั่นด้วยความตกใจ

“พี่ดาร่า เลือดกำเดาไหล”

มือบางของซานดาร่าแตะที่จมูกตัวเองเมื่อได้ยินจียงพูด ของเหลวสีแดงเหนียวขึ้นติดอยู่ที่ปลายนิ้ว และรุ่นน้องของเธอก็กุลีกุจอหาน้ำแข็งห่อผ้ามาให้ประคบจมูก ดาร่ารู้สึกเอ็นดูน้องชายที่ทำหน้าตาตื่นด้วยความตกใจ จียงนั่งช่วยปฐมพยาบาลอยู่นานจนกระทั่งซานดาร่าเห็นว่าหน้าหายซีดแล้ว

“ผมไม่สบายใจเลยที่พี่เป็นแบบนี้”
“พี่ไม่เป็นไรหรอก แต่ว่าไม่สบายใจเลยถ้านายกับคุณซึงฮยอนจะนอนที่นี่คืนนี้ พี่กลัวว่าคุณอารึมจะทำอะไรรุนแรง”

เสียงประตูห้องนอนเล็กที่เปิดคาไว้ปิดดังสนั่นทั้งที่ไม่มีใครไปปิดทำให้จียงตัดสินใจได้ไม่ยาก ก่อนจะลุกไปคว้าเสื้อผ้าของตัวเองกับเจ้าของห้องสามสี่ชุดยัดใส่กระเป๋าเดินทางใบเล็กแล้วเดินออกไปหาซานดาร่าที่ยืนรออยู่ จียงหมดอารมณ์จะแกล้งพูดเล่นกับเจ้าของห้องคนเก่าเหมือนที่แกล้งซึงฮยอนเมื่อเช้า

มือบางกดโทรศัพท์หาชเวซึงฮยอนระหว่างที่ลงลิฟต์มาด้านล่าง และรอสายอยู่นานกว่าอีกฝ่ายจะรับสายด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า

“ว่าไง จียง”
“คุณซึงฮยอน งานเสร็จหรือยังฮะ”
“เสร็จแล้ว กำลังจะกลับล่ะ นายล่ะ กินข้าวหรือยัง”
“ยังฮะ แต่เดี๋ยวแวะรับผมที่รถไฟใต้ดินได้ไหมฮะ”
“รถไฟใต้ดินเหรอ” เสียงของเจ้าของห้องฟังดูสงสัย “มีอะไรหรือเปล่าน่ะจียง”
“มีฮะ งานใหญ่ด้วย เดี๋ยวเล่าให้ฟัง อีกสิบนาทีเจอกันได้มั้ยฮะ”
“ได้ เดี๋ยวเจอกันนะ”

ซานดาร่าขับรถมาส่งจียงตรงที่นัดกับซึงฮยอนไว้ และนัดแนะกันว่าจะคุยกันอีกครั้งว่าจะจัดการกับผีสาวที่เริ่มอาละวาดหนักข้อขึ้นอย่างไรดี จียงกำชับก่อนลงรถอีกหลายครั้งว่าให้โทรมาบอกด้วยถ้าถึงบ้านแล้ว ระหว่างที่ยืนรอซึงฮยอนมารับ เด็กหนุ่มก็คิดไปเรื่อยๆ ว่าจะจัดการปัญหาที่ห้องด้วยวิธีไหน เพราะคุณอารึมไม่ยอมรับว่าเธอตายแล้ว

‘งานฉันยังไม่เสร็จ’

ประโยคนั้นของผีสาวในห้อง 1415 ทำให้จียงคาใจ งานอะไรกันที่เธอเข้าใจว่ายังไม่เสร็จ ในเมื่อหนังสือของเธอทุกเล่มตีพิมพ์เสร็จเรียบร้อยไปแล้วแท้ๆ

“จียง”

เสียงเรียกของคนที่ขับรถมาจอดทำให้จียงสะดุ้ง เด็กหนุ่มรีบวิ่งไปขึ้นรถ และยิ้มแหยๆ เมื่อเห็นสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีของชเวซึงฮยอน ร่างสูงเลยเปิดฉากขึ้นมาก่อน

“มีอะไรหรือเปล่า”
“ก็มีนิดหน่อยฮะ ช่วงนี้อย่าเพิ่งกลับไปอยู่ห้องเลยจะดีกว่า”
“ทำไมเหรอ”

ชเวซึงฮยอนถามแล้วทำตาโตเมื่อฟังจียงเล่าเรื่องทั้งหมด โชคดีที่ตอนนี้ถนนในกรุงโซลรถติดไม่ขยับ เจ้าของห้อง 1415 เลยได้นั่งฟังไปเงียบๆ และหน้าซีดแล้วซีดอีก เพราะเรื่องจากปากจียงทำให้รับรู้ได้ว่าที่เคยได้เจอมานั้นถือว่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย เจ้าของห้องคนเดิมไม่เคยแผลงฤทธิ์หนักๆ เท่าตอนนี้เลยสักครั้ง เขาชักไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองควรจะดันทุรังเก็บห้องนี้ไว้ดีหรือไม่

“ไม่ต้องคิดจะขายห้องเลยนะฮะ” จียงรีบขัดความคิดนั้นราวกับจะรู้ทัน “ผมบอกแล้วว่ายังไงเราก็ต้องหาทางออกได้”
“โดยการหนีเนี่ยนะ”
“ใครบอกว่าหนี เขาเรียกไปตั้งหลัก พูดจาไม่รู้เรื่อง” ควอนจียงทำปากบุ่ย “ช่วงนี้คงกลับห้องไม่ได้ ผมเอาเสื้อผ้าของใช้ของคุณมาให้แล้ว น่าจะใช้ได้หลายวันอยู่”
“แล้ว ... แล้วเราจะไปไหน”
“ไปนอนบ้านผมแล้วกัน ให้กินฟรีอยู่ฟรี ไม่คิดค่าช่วยไล่ผีด้วย ถือว่าเป็นของสมนาคุณระหว่างที่ผมกับพี่ดาร่าหาทางจัดการกับคุณอารึม”

ชเวซึงฮยอนได้แต่มองหน้าเด็กหนุ่มที่นั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ข้างตัวด้วยความรู้สึกแปลกๆ เพราะเท่าที่จำได้บ้านจียงมีพ่อ แม่ กับพี่สาวอยู่ด้วยกัน ถ้าเขาไปอยู่ด้วยอีกคนก็คงจะต้องไปเบียดกันในห้องนอนจียง

“ฉันว่า ฉันไปอยู่บ้านตัวเองดีกว่า”
“โหย บ้านคุณไกลออก ขับรถมาทำงานไหวเหรอ นอนบ้านผมนี่แหละน่า หรือว่า ...” จียงหรี่ตาแล้วถามยิ้มๆ “กลัวใจตัวเอง ไม่กล้าอยู่ใกล้ผมหรือไง”
“อะไรล่ะ เพ้อเจ้อแล้ว”

เจ้าของรถทำหน้างอก่อนจะขับรถไปตามทางไปบ้านจียงโดยไม่สนใจว่าคนที่นั่งข้างๆ จะหัวเราะงอหงายแค่ไหน







TBC













TALK … รู้สึกเหมือนว่าตัวเองไม่ได้อัพเรื่องนี้แค่ไม่นาน มาดูอีกทีถึงได้เห็นว่าไม่ได้อัพมาจะปีแล้ว T_T ต่อไปจะพยายามเขียนเพิ่มไปเรื่อยๆ นะคะ เรื่องราวก็ใกล้จบแล้ว หวังว่าจะสนุกกันนะคะ ขอบคุณค่า ^^
MyRoommateIsGwishin TB:0 CM:1 admin page top↑
[OS] : After The Dawn
2015 / 03 / 06 ( Fri ) 01:26:13
[OS] : After The Dawn

Paring : TempG

Rating : PG13

Theme song : Someone New - Hozier

A/N : It's 300 words again....








สิ่งที่ยากมากคือการเผชิญหน้ากันในตอนเช้า


ซึงฮยอนจุดบุหรี่สูบมวนแล้วมวนเล่าตอนที่เจ้าหล่อนอยู่ในห้องน้ำ ในหัวคิดคำที่จะใช้บอกลาให้ง่ายที่สุด เขาแทบไม่รู้จักหล่อนเลย แม้ว่าจะใช้ค่ำคืนที่ผ่านมาด้วยกัน


เขาหลบตาเมื่อหล่อนส่งยิ้มหวานมา


ซึงฮยอนไม่กล้ามองด้วยซ้ำว่ารอยยิ้มนั้นเปลี่ยนไปไหมตอนที่เขายื่นซองใส่ธนบัตรปึกหนึ่งให้


“ฉันเป็นดารานะคะ ไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น”

“ถือว่าเป็นค่าแท็กซี่กลับบ้านแล้วกันนะครับ”

“จะไม่ไปส่งเหรอ”


ซึงฮยอนไม่ตอบคำที่เสียงแข็งๆ นั้นถาม แต่จุดบุหรี่อีกมวน


บ้าชิบ ... ทำไมถึงได้ยากแบบนี้


“ขอโทษนะครับ” ตาคมมองนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย “แต่โทรเรียกแท็กซี่ให้แล้ว”


เขาไม่ได้ฟังว่าอีกฝ่ายพูดอย่างเกรี้ยวกราดแค่ไหนก่อนจะกระแทกประตูบ้านเขาเสียงดังสนั่น มือแข็งแรงขยี้บุหรี่ให้ดับก่อนจะถอนใจ


เช้าที่ลืมตามาเจอจียงบนเตียงไม่เคยยากอย่างนี้ แต่การบอกลากับจียงก็ไม่เคยง่ายอย่างนี้เลย

เพราะทางข้างหน้าไปต่อไม่ได้แล้ว จะดึงดันเดินต่อไปก็มีแต่เจ็บกว่าเก่า


แต่กลิ่นน้ำหอมที่ต้นคอของจียงในคืนนั้นยังอวลในใจ


ร่างสูงถอนใจและหยิบบุหรี่อีกตัวขึ้นจุด ให้ควันสีเทากับนิโคตินกล่อมใจให้เชื่อว่าต่อจากนี้ไป ควรเริ่มต้นกับคนไกลตัว



อย่างน้อยตอนที่บอกลากันจะได้ง่ายกว่า







ที่จริง ... มันคงง่ายกว่าการบอกลาจียง

















END













Talk .... 300 คำอีกแล้ว แฮร่ -_-; ที่จริงคือยังเขียนเรื่องยาวไม่จบ เลยเอาฟิคอารมณ์ชั่ววูบมาลงก่อน

เช่นเคยนะคะ ถ้ามีคนผ่านไปผ่านมาอ่าน ขอบคุณมากๆ นะคะ ^ 3^
Oneshot-shortfic TB:0 CM:2 admin page top↑
* HOME * next>>